Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ข้าวโพดหวาน กับการรักษาโรคมะเร็ง

ข้าวโพดหวาน กับการรักษาโรคมะเร็ง

จำนวนคนดู 2139 คน | เผยแพร่เมื่อ 20 พ.ค. 2558 เวลา 14:53 น.

ข้าวโพดหวาน ที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด
จากการทดลองต้มข้าวโพดที่ความร้อน 115 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ปริมาณของสารแอนติออกซิแดนต์จะเพิ่มขึ้น 21% ถ้ามต้ม 25 นาที จะได้สารแอนติออกซิแดนต์เพิ่มขึ้น 44% และถ้าต้ม 50 นาที จะได้เพิ่มถึง 53% แต่เมื่อวัดปริมาณเฉพาะกรดเฟอรูลิกที่ถูกปล่อยออกมา พบว่ากรดนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 240% (เมื่อต้ม 10 นาที) 550% (เมื่อต้ม 25 นาที) และ 900% (เมื่อต้ม 50 นาที)

คนจำนวนมากชอบกินข้าวโพดหวานดิบ เพราะเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ดี หลายคนชอบต้มเพียงพอสุก เพราะเกรงว่าความหวานจะหายไป แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์จะเป็นตัวล้างพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ เช่น ต้อกระจก โรคสมองเสื่อม และยังต่อต้านการแก่ (aging) ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลตอีกด้วย  โดยสารดังกล่าวนั้นเรียกว่า กรดเฟอรูลิกซึ่งเป็นคุณกับร่างกายเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้น

กรดเฟอรูลิกเป็นพวกพฤกษเคมีในผักและผลไม้ ซึ่งพบว่ามีอยู่ไม่มากข้าวโพด การทำให้ข้าวโพดสุกจะช่วยทำให้มีกรดเฟอรูลิกออกมาได้มากขึ้น ในข้าวโพดหวานตามธรรมชาติจะมีสารแอนติออกซิแดนต์อยู่และที่สำคัญก็คือ กรดเฟอรูลิกในข้าวโพดดิบจะแฝงตัวอยู่ในผนังเซลล์ของพืชอยู่ในรูปของกลูโคไซด์ (คือ สารที่น้ำตาลกลูโคสเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ข้าวโพดหวาน) เมื่อข้าวโพดถูกต้มนานๆ สารแอนติออกซิแดนต์และกรดเฟอรูลิก จึงได้ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระ

หากยังไม่อยากแก่เร็วและอยากจะมีอายุยืน ครั้งต่อไปที่คิดจะต้มข้าวโพดกินเอง ก็ขอให้ต้มนานขึ้นอีกสักพัก เพื่อที่เราจะได้รับกรดเฟอรูลิกกันไปเต็มๆ แบบไม่มียั้ง

ข้าวโพดกับโรคไต

ไหมข้าวโพดมีฤทธิ์ขับปัสสาวะทั้งในคนและกระต่ายเลี้ยง โดยจะช่วยทำให้ปริมาณของเกลือคลอไรด์ที่ถูกขับออกเพิ่มขึ้น แต่มีฤทธิ์อ่อนดังนั้นจึงควรบริโภคอย่างต่อเนื่องหากต้องการให้การรักษาได้ผล

ข้าวโพดกับความดันโลหิต

สารที่ได้จากการต้มไหมข้าวโพด จะมีฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนของโลหิต จากการทดลองฉีดยาซึ่งได้จากการต้มหนวดข้าวโพด โดยฉีดให้สุนัขที่ถูกทำให้สลบ ปรากฏว่าความดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การบริโภคสารธรรมชาติจากพืชที่เรียกว่า ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) จากน้ำมันข้าวโพดในปริมาณ 1.6-3.3 กรัม ต่อวัน ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ 5-10 % ทั้งนี้ 1 กรัม ของไฟโตสเตอรอลจะได้จากน้ำมันข้าวโพดประมาณ 100 กรัม (7 ช้อนโต๊ะ) จึงนับเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือกแข็งตัว โรคหัวใจ ความดันสูง หรือคนอ้วน

ข้าวโพดกับการรักษาโรค



ข้าวโพดกับโรคเบาหวาน

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของนิสิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับการสกัดสาระสำคัญบางตัวในเปลือกข้าวโพด เพื่อนำมาใช้เป็นสารทดแทนความหวาน นั่นคือ สารเฮมิเซลลูโลส ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สามารถย่อยให้เป็นน้ำตาลไซโลสได้ จากการหมักเปลือกข้าวโพดกับกรมซัลฟูริกเข้มข้น 5% จนทำให้ได้น้ำตาลไซโลสที่สามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตน้ำตาลไซลิทอล หรือสารให้ความหวานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะได้มีสารทดแทนความหวานจากธรรมชาติไว้ใช้บริโภคอย่างปลอดภัย

ข้าวโพดกับโรคนิ่ว

น้ำที่ได้จากหนวดข้าวโพดมีฤทธิ์กระตุ้นให้น้ำดีไหลมากขึ้น ทำให้ความเข้มข้นของน้ำดีลดลง และสีจางลง นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น ทำให้ Prothrombin ในเลือดสูงขึ้น Blood platelet สูงขึ้นด้วย ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นยามีฤทธิ์ห้ามเลือดและขับปัสสาวะร่วมกัน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่ายที่เป็นโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง