Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > น้ำมันข้าวโพด ประโยชน์และสรรพคุณ

น้ำมันข้าวโพด ประโยชน์และสรรพคุณ

จำนวนคนดู 3453 คน | เผยแพร่เมื่อ 4 ต.ค. 2559 เวลา 09:27 น.

น้ำมันข้าวโพด (mazoia or corn oil) เป็นน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่ได้จากเอมบริโอของข้าวโพด หรือใบเลี้ยงนั้นเอง
ในการผลิตต้องแยกเอมบริโอออกจากเมล็ดโดยการนึ่งและบดก่อน เสร็จแล้วจึงนาเอมบริโอมาบีบหรือสกัดน้ำมันด้วยตัวทำละลาย สหรัฐเอมริกาเป็นประเทศแรกที่สกัดน้ำมันจากข้าวโพดมาใช้ ในตอนนั้นข้าวโพดถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสบู่และสีเท่านั้น ต่อมาจึงนำมาใช้เป็นอาหาร เพราะน้ำมันข้าวโพดสามารถทนความร้อนได้สูงที่สุด ซึ่งเหมาะกับการทอดแบบ Deep Fried คือ ใช้ความร้อนสูงในเวลาไม่นานนัก

น้ำมันข้าวโพดมีสีเหลืองและกลิ่นหอม เมื่อเย็นจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าได้รับความร้อนมากขึ้นจะเริ่มมีกลิ่นของข้าวโพดบางๆ หากต้องการจะปรุงอาหารประเภทผัด น้ำมันข้าวโพดก็จะช่วยทำให้อาหารมีรสชาติอร่อย โดยยังคงคุณค่าของสารอาหารที่จำเป็น และสารธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated vegetable oil) เช่นเดียวกับน้ำมันงา น้ำมันเมล็ดคำฝอย น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

ด้วยความที่น้ำมันข้าวโพดเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated vegetable oil) การบริโภคน้ำมันข้าวโพดจึงเป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งได้ แต่ในชีวิตประจำวันเราจะได้บริโภคไขมันทั้งชนิดที่ดีและไม่ดีต่อสุขภาพอยู่บ่อยครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ถ้าเราได้รู้สึกนิดว่าน้ำมันชนิดใดที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ก็คงจะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารได้มากยิ่งขึ้น ฉะนั้นเรามาดูกันซิว่า น้ำมันที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ ชนิดไหนมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง และทำไมเราจึงควรหันมาบริโภคน้ำมันข้าวโพดกันให้มากกว่านี้

น้ำมันจากพืชและสัตว์ที่เราใช้บริโภคกันทุกวันนี้ ทุกชนิดจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันสำคัญอยู่ 3 ชนิด ในปริมาณที่แตกต่างกันไป คือ

1. กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน เช่น กรดโอเลอิก ซึ่งมีการศึกษาในคนปกติที่มีสุขภาพดี พบว่าการรับประทานน้ำมันที่มีกรดไขมันชนิดนี้ในปริมาณพอเหมาะ จะช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดคงที่ (เป็นการควบคุมไปในตัว) และยังมีผลช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ น้ำมันที่มีกรดไขมันชนิดนี้ในอัตราส่วนที่สูง ได้แก่ น้ำมันมะกอก (75%) น้ำมันถั่วเหลือง (23%) น้ำมันข้าวโพด (26%) และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน (22%) เป็นต้น

2. กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี เช่น กรดไลโนเลอิก ซึ่งมีคุณสมบัติดีพอใช้ คือ ถ้าหากรับประทานในปริมาณพอ เหมาะจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่ถ้าร่างกายได้รับกรดไขมันชนิดนี้ มากเกินจะมีผลทำให้ระดับไขมันที่ดีในเลือด (HDL-cholesterol) ลดลงด้วยข้อเสียของน้ำมันที่มีอัตราส่วนของกรดไขมันชนิดนี้สูงคือ อาหารที่ช้น้ำมันดังกล่าวจะมีกลิ่นเหม็นหึนง่าย เราจะพบกรดไขมันชนิดนี้ในอัตราส่วนที่สูง ในน้ำมันเมล็ดทานตะวัน (66%) น้ำมันถั่วเหลือง (63%) และน้ำมันข้าวโพด (61%) เป็นต้น

3. กรดไขมันอิ่มตัว ถือเป็นผู้ร้ายซึ่งแฝงมากับน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร ผลเสียจากการับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่อัตราส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวสูง คือ ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือสูง เราจะพบกรดไขมันชนิดนี้ในอัตราส่วนที่สูงในน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชบางชนิดและสัตว์ เช่น น้ำมันหมู (43%) น้ำมันปาล์ม (45%) น้ำมันมะพร้าว (92%) เป็นต้น

น้ำมันข้าวโพด



จากการทดลองเปรียบเทียบอัตราส่วนของกรดไขมันทั้ง 3 ชนิด ในน้ำมันต่างๆ โดยเรียงจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี และกรดไขมันอิ่มตัว ได้ดังนี้



ชนิดน้ำมัน
กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน
กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี
กรดไขมันอิ่มตัว


น้ำมันมะกอก
75%
11%
14%


น้ำมันถั่วเหลือง
23%
63%
13%


น้ำมันข้าวโพด
26%
61%
13%


น้ำมันเมล็ดทานตะวัน
22%
66%
7%


น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย
13%
76%
9%


น้ำมันรำข้าว
42%
37%
21%


น้ำมันเมล็ดฝ้าย
19%
53%
26%


น้ำมันมะพร้าว
6%
2%
92%


น้ำมันปาล์ม
39%
12%
45%


น้ำมันหมู
45%
11%
43%



 

ดังนั้น คุณสมบัติของน้ำมันที่เราควรเลือกใช้ได้ คือ จะต้องมีอัตราส่วนของกรดไขมันทั้ง 3 ชนิด ดังนี้ กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโนสูง มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลีปานกลาง และควรมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ และจากตารางเราจะเห็นได้ว่า น้ำมันที่ควรนำมาใช้ประกอบอาหารมากที่สุด คือ น้ำมันมะกอก เนื่องจากมีอัตราส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโนสูงมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลีบ้าง และมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ แต่เนื่องจากน้ำมันมะกอกมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นน้ำมันที่แนะนำให้เลือกใช้ คือ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดบ้านเรา และมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ

นอกจากน้ำมันข้าวโพดจะมีกรดไลโนเลอิก และกรดไลโนเลนิกสูงแล้ว ยังมีเลซิติล วิตามินเอและวิตามินอี หรือโทโคพิรอล โดยเฉพาะชนิดแกรมม่า-โทโคพิรอล ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในสัดส่วนค่อนข้างสูง ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้โดยง่ายและการใช้น้ำมันข้าวโพดปลุงอาหารเป็นประจำ ก็จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ใช้เป็นตัวทำละลายของสาร ergosterol เอามาเติมไฮโดรเจน (hydrogenated) น้ำมันจะแข็งขึ้นนำมาทำเป็นเนยเทียม ใช้ทำเค้กตามที่ต้องการใช้เป็นมันได้อีกด้วย

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง