Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > Syndrome X

Syndrome X

จำนวนคนดู 761 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 15:06 น.

Syndrome X คือโรคที่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนสภาพจากเดิมที่เป็นอยู่ เนื่องมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หารสกัดอินซูลิน หนึ่งในโรคที่แอบแฝง โรคนี้ไม่ใช่โรคติดเชื้อหรือมากับไวรัสและไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารที่กินเข้าไปได้ ซึ่งจำนวนใน 3 ของคนทั้วไปจะเป็นโรคนี้

ถ้าชื่อของโรคนี้ไม่สามารถทำให้คุณเข้าใจได้ถึงลักษณะของโรค ลองมาฟังอาการของโรคนี้กัน...

ผู้ที่มีอาการ Syndrome X นั้น ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หลังจากที่เพิ่งกินอาหารและในเวลาอื่นร่วมด้วย มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทั้งที่ควรจะลดลงเพราะอดนอน ขาดการพักผ่อน กินอาหารน้อยลง ทำให้น้ำหนักลดยาก ความดันโลหิตและคอลเลสเตอรอลเพิ่ม นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ แต่ค่าของระดับอินซูลินยังไม่ผิดปกติถึงขั้นเป็นเบาหวาน แต่มีอาการคล้ายกับเบาหวาน ซึ่งสิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายที่สุดคือ การกินอาหารอย่างถูกต้อง กินวิตามินและเกลือแร่ ออกกำลังกาย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถลดการสกัดกั้นอินซูลินได้

น้ำตาลและอินซูลิน

โดยส่วนใหญ่แล้ว Syndrome X เกิดจากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตที่ขัดขาว (Refined Carbohydrates) เช่น ขนมปัง ข้าวขาว พาสตา อาหารหวาน ขนมเค้ก ไอศครีม และการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไป ซึ่งมักมาจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะวัว รวมทั้งหารได้รับไขมันพืช ไม่ว่าจะเป็นจากมะพร้าวกะทิ หรือแม้แต่ในน้ำมันพืชบางชนิดที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง และ Trans Fatty Acids ซึ่งพบในมาการีน เนยเทียมที่ทำจากพืช ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่ามาการีนดีกว่าเนย แต่นั้นเป็นการเข้าใจผิด โดยเราสามารถดูจากฉลากผลิตภัณฑ์ได้และเลือกชนิดที่ไม่มี Trans Fatty Acids นอกจากนี้ยังสามารถพบ Trans Fatty Acids ได้อีกในอาหารที่ผ่านความร้อนสูง เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งเป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการสกัดกั้นอินซูลิน

เมื่อเราได้รับคาร์โบไฮเดตรที่ขัดขาวเป็นระยะเวลานานจะเกิดการสะสม ทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น ร่างกายได้นำไปใช้ได้น้อยลง จึงทำให้อินซูลินไม่เข้าสู่เซลล์ส่งผลให้ร่างกายเผาพลาญกลูโคส (พลังงานของเซลล์) ได้เพียงเล็กน้อย และ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

โรค syndrome-x


American Diabetes Association (ADA) พบว่าระดับกลูโศสที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) หรือในทางวิทยาศาสตร์คือโมเลกุลที่อิเล็กตรอนไม่สมบูรณ์ (Free Radicals) หรือในทางวิทยาศาสตร์คือโมเลกุลที่อิเล็กตรอนไม่สมบูรณ์ เมื่อทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่ปกติในร่างกายด้วยความร้อนจะทำให้เกิดการเหม็นหืน เหม็นเน่าจากของเสียเมื่อกลูโศสเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ คือมากกว่า 120 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยจะรวมตัวกับออกซิเจนโดยอัตโนมัติ และผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น ทำให้เกิดปริมาณคอเลสเตอรอลที่มากขึ้นด้วย และส่งผลต่อหลอดเลือดหัวใจได้

ระดับกลูโคสที่สูงขึ้นนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ อีก โดยสามารถรวมตัวกับโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสายพันธุกรรม (Gene) ทำให้สายพันธุกรรมมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติจากเดิม ตัวอย่างเช่น อนุมูลอิสระของโปรตีนที่ทำปฏิกิริยากับกลูโคสสามารถส่งผลต่อการเสื่อมวัยและโรคต่างๆได้

นอกเหนือจากนี้ยังมีผลต่อระดับความเครียด จากการวิจัยพบว่าระดับ อินซูลินที่สูงขึ้นจะเพิ่มความต้องการวิตามินอี ซึ่งช่วยปราบอนุมูลอิสระ และยังมีอีกหนึ่งการวิจัยที่พบว่าอินซูลินสามารถเปลี่ยนแคลอรีไปเป็นไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัวและความดันโลหิตสูง

วิตามินอีจึงช่วยป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากปฏิกิริยาของกลูโคสและอนุมูลอิสระได้ และบรรเทาความเครียคให้ลดน้อยลง ซึ่งความเครียคเองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูง

ทำไมจึงต้องเป็นวิตามินอี?

จากการทดลองของหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินวิตามินอี 400 ไอยูหรือมากกว่านั้นต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และลดอัตราการตายได้ถึง 80 เปอร์เซนต์ ซึ่งข้อเท็จจริงของคนส่วนใหญ่ที่เสียซีวิตด้วยโรคหัวใจมักเป็นเบาหวานด้วย และมีความเกี่ยวข้องกันอย่างมากกับ Syndrome X

อะไรคือสาเหตุของโรคหัวใจ?

อนุมูลอิสระถูกผลิตโดยกลูโศส ทำให้เกิดคอเลสเตอรอล LDL ในเลือด เซลล์เม็ดเลือดขาวจึงพยายามทำความสะอาดโดยการออซิไดซ์ LDL และแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อหัวใจและติดชะงัก ผลของการวิจัยนี้คือคอลเลสเตอรอลเข้าไปอยู่ในหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด เพราะมีคอเลสเตอรอลเข้าไปขัดขวาง ทำให้เลือดผ่านได้ช้าลงและต้องใช้แรงดันมากขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้นจนอาจเกิดอาการหัวใจวายได้

นอกจากวิตามินอีจะช่วยลดการเกิด LDL และส่งเสริมเซลล์เม็ดเลือดขาวจากการติดกับหัวใจ ยังมีตัวต่อต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นอีก เช่น

Alpha-lipoic Acid เป็นตัวทำลายอนุมูลอิสระที่ดีมาก ทั้งยังเป็นประโยชน์โดยนำวิตามินอี วิตามินซี และโคเอนไซม์ คิวเทน (Co Q10) กลับมาใช้หลังจากที่ร่างกายใช้ไปแล้ว สามารถลดและรักษาระดับกลูโคส ในประเทศเยอรมันนีแพทย์นิยมให้คนไข้เบาหวานกิน Alpha-Lipoic-Acid แทนการใช้ยา เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลซึ่งมีผลข้างเคียงอื่นๆอีกด้วย

Vanadyl Cofate เป็นเกลือแร่ที่ช่วยลด Insulin Resistance ได้เป็นอย่างดี ช่วยในเรื่องการพัฒนาให้อินซูลินสามารถขนส่งกลูโคสไปยังเซลล์ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

Chromium เกลือแร่อีกชนิดหนึ่งที่ช่วยลดระดับกลูโคส เป็นส่วนประกอบของ Glucose Tolerance Factor ซึ่งเป็นโมเลกุลที่จำเป็นต่อองค์ประกอบของอินซูลิน และการเผาผลาญกลูโคส 200 ไมโครกรัมของ Chromium Picolinate ต่อวันนั้นปลอดภัย

Omega-3 Fatty Acid ช่วยทำให้อินซูลินกลับสู่สภาพปกติอันเนื่องมาจากการบริโภคไขมันอิ่มตัวมากไป และซ่อมแซมบริเวณที่ไม่สมดุลของไขมันให้กลับสู่สภาพปกติ

Syndrome X นั้นไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่นาน แต่ใช้เวลาหลายปีในการสะสม ถ้าเราใส่ใจในสัญญาณเตือนภัยดังกล่าว เช่น ความดันโลหิตสูงระดับ LDL เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกายให้ดีขึ้น ทั้งยังเป็นการป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ เมื่อเรามีอายุมากขึ้นด้วย

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง