Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > เริม นักฉวยโอกาสตัวดี เมื่อเราอ่อนแอ

เริม นักฉวยโอกาสตัวดี เมื่อเราอ่อนแอ

จำนวนคนดู 672 คน | เผยแพร่เมื่อ 19 พ.ค. 2558 เวลา 15:12 น.

เริม หลายคนคงรู้จักแค่ว่าเป็นการติดเชื้อที่จะเป็นตุ่มใสบริเวณปาก แล้วจริงๆ เริมคืออะไร เกิดจากอะไร
เริมหรือเฮอร์ปีส์นั้นเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า เริมหรือเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ (Herpes simplex virus/HSV) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ HSV-1 จะเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดตุ่มตามผิวหนังทั่วไปและบริเวณช่องปากเป็นส่วนใหญ่ อีกชนิดคือ HSV-2 จะก่อให้เกิดตุ่มที่บริเวณอวัยวะเพศเป็นส่วนใหญ่ ในชนิดที่ 2 นี้จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง
ใครมีความเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงในการรับเชื้อ Herpes simpiex virus
ถ้าจะพูดกันตรงๆ แล้วทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Herpes simpiex virus ด้วยกันทั้งนั้น โดยเชื้อ Hsv-1 จะติดต่อทางสารหลั่งในปาก ส่วน HSV-2 จะติดต่อทางอวัยวะเพศ ทวารหนัก เมื่อได้รับเชื้อเข้าทางผิวหนัง เชื้อจะลามไปตามเส้นประสาท แล้วลามไปเป็นบริเวณกว้างและอาจจะเกิดผื่นที่บริเวณใหม่
เราอาจแบ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเริมได้ดังนี้
เด็กวัน 4-5 ปี มีโอกาสเสี่ยงจากการเป็นเริมที่ปาก โดยติดต่อจากการสัมผัส ใช้ของร่วมกัน เป็นต้น

การเป็นเริมที่อวัยวะเพศ มักจะเกิดกับผู้ที่มีคู่ขาหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral sex)

การเป็นเริมในทารกมักเกิดจากการที่ทารกได้รับเชื้อมาจากมารดาที่ได้รับเชื้อ HSV-2 และมีการคลอดก่อนกำหนด หรือต้องใช้เครื่องมือในการทำคลอด

ผู้ที่มีความเสี่ยงอย่างอื่น เช่น นักมวยปล้ำ นักรักบี้ นักมวย ผู้ป่วยโรคเอดส์

อาการที่พบ มักมีอาการแสบๆ คันๆ แล้วมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มโดยรอบอาจมีผื่นแดง ต่อมาตุ่มน้ำใสจะกลายเป็นสีเหลืองขุ่น แล้วแตกกลายเป็นสะเก็ด ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ (เร็วสุด 3 วัน) ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ ริมฝีปาก แก้ม จมูก หู ตา กัน อวัยวะสืบพันธุ์

นอกจากนี้ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงมักจะโต และเจ็บด้วย เมื่อหายแล้วเชื้อจะหลบไปที่ปมประสาท ซึ่งทำให้มีโอกาสที่เริ่มจะกำเริบได้อีก ซึ่งมักจะเกิดได้มากสุด 4 ครั้ง ใน 1 ปี และมักจะเกิดหลังจากที่มีใช้ ถูกแดดจัดอาหารไม่ย่อย ร่างกายอิดโรย เครียด ระหว่างมีรอบเดือน หรือตั้งครรภ์

สำหรับผู้ที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศในผู้ชายจะมีตุ่มขึ้นที่ปลายองคชาต ส่วนผู้หญิงตุ่มอาจเกิดที่ปากช่องคลอดหรือที่ปากมดลูก เช่นเดียวกับการเกิดเริมบริเวณอื่นตุ่มใสแตกและกลายเป็นผลถลอกและมีอาการเจ็บ แผลจะค่อยๆ หายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่เกิดแผลเป็น ทั้งนี้ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบ (ไข่ดัน) จะโตและเจ็บด้วย เชื้ออาจกำเริบได้ประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ก็อาจจะหายขาดไปเอง

เริม


เริม นักฉวยโอกาสดีๆ นี้เอง
อาการแทรกซ้อนที่มักฉวยโอกาสเป็นขึ้นมา เมื่อเราได้รับเชื้อเริม ซึ่งจะเป็นส่วนน้อย เช่น ตุ่มเริมกลายเป็นหนองพุพองจากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรียทำให้เป็นโรคสมองอักเสบซึ่งพบได้น้อยมากถ้าเริมเกิดที่ตาอาจทำให้กระจกตาอักเสบ (Keratitis) ถึงกับตาบอดได้ ถ้าจุดที่เกิดอยู่ในบริเวณเส้นประสาทอาจทำให้บริเวณนั้นเกิดการเปลี่ยนรูปร่างได้ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เชื้ออาจส่งผ่านไปยังทารกได้ ส่งผลให้ทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ถ้าเป็นเริมในช่องคลอดมในรายที่คุณแม่ตั้งครรภ์แก่ ทารกอาจได้รับเชื้อเริมขั้นรุนแรงถึงตายได้ ถ้าเริมเกิดขึ้นที่ปากมดลูก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ (เมื่อเป็นเริมที่ปากมดลูกต้องไปตรวจหาเชื้อมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ)
การรักษา
การทำการรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ คือ ถ้ามีอาการปวดหรือมีไข้ก็ให้ยาแก้ไข้ลดปวด ถ้ามีอาการคันให้ทายาแก้ผดผื่นคัน ขณะที่เป็นตุ่มใสระยะเริ่มแรกอาจใช้ปลายเข็ม (ฆ่าเชื้อแล้ว) มาสะกิดให้แตก แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดแผลวันละ 2-3 ครั้ง ห้ามใช้ยาทาจำพวกสเตียรอยด์เพราะอาจทำให้แผลเกิดการลุกลามได้ และแผลอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อน

ในเด็กที่เป็นเริมที่ปาก ให้ดื่มน้ำและบ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ แล้วใช้ยากลีเซอรีนโบแรกซ์ หรือเจนเชียนไวโอเลต ป้ายในช่องปากวันละ 3-4 ครั้ง ถ้ามีใช้ให้ทายาพาราเซตาลอล ถ้าเป็นรุนแรงหรือมีเริมขึ้นในตาดำให้รีบส่งโรงพยาบาล ภายใน 24 ชั่วโมง
เริมซ้ำซากแก้ไขได้โดยวิธีง่ายๆ ด้วยตัวเอง
เป็นเด็กดี รักษาโดยทายาหรือกินยาตามที่แพทย์สั่ง

อย่าเครียด อย่าเอาความเครียดมาสุ่มไว้ ระบายออกไปบ้าง

นอน พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน

ยามว่าง หาเวลาว่างให้กับตัวเอง เพื่อออกกำลังกาย หรือทำสมาธิก็เป็นการพักผ่อนทางจิตที่ดี ร่างกายก็แข็งแรงด้วย

อย่าเมา เมื่อเราดื่มสุราจนไม่ได้สติ ก้จะนอนไปทั้งอย่างนั้น เหงื่อไคลก็จะหมักหมม เป็นบ่อเกิดโรค

สะอาดเข้าไว้ ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า (เสื้อ กางเกง และชั้นใน) ผ้าปูที่นอนที่สัมผัสกับเชื้อเริม โดยการซัก ตากแดด หรือต้มในน้ำเดือดๆ เลยยิ่งดี เมื่อนำมาใส่อีกเชื้อจะได้ไม่กลับมาติดเราซ้ำ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง