Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > หลีกเลี่ยงมะเร็ง ขจัดความเสี่ยง

หลีกเลี่ยงมะเร็ง ขจัดความเสี่ยง

จำนวนคนดู 493 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 16:00 น.

หลีกเลี่ยงมะเร็ง ขจัดความเสี่ยง ย้อนไปเมื่อ 100ปีก่อน น้อยคนที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง แต่ในปัจุบัน 1 ใน 5 ของประชากรป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซี่งในความเป็นจริงแล้วมะเร็งไม่ใช่โรคที่น่ากลัว เพราะสามารถรักษาได

ในร่ายกายของผู้ใหญ่ประกอบเ้วยเซลล์หยาบกว่าหกหมื่นล้านเซลล์ กว่าล้านเซลล์แบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแต่ละครั้งที่เซลล์แบ่งตัวมักเกิดความผิดพลาดอยู่เสมอ และความผิดพลาดนี้เองเป็นบ่อเกิดของมะเร็ง โดยทั้วไปแล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะร่างกายสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย หากแต่อาหาร การออกกำลังกาย ทัศนคติสารพิษ พลังงานในตัว และพันธุกรรม ล้วนส่งผลต่อการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกาย

แต่เมื่อมองในทางกลับกัน ปัจจัยที่กล่าวมาก็รักษามะเร็งได้เช่นกันเพราะคนเรามีหน้าที่ป้อนสิ่งที่ดีตามธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย เพื่อซ่อมแซมกลไกลการทำงานต่างๆ เมื่อร่างกายทำงานหนักจนอ่อนแอก็จะก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งในความเป็นจริง การใช้ชีวิตที่ทำให้มีสุขภาพดีสามารถรักษาหรือหลีกเลี่ยงการเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของโรคมะเร็งทั้งหมด ดังนั้นการเตรียมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย การตื่นตัวอยู่เสมอ และระมัดระวังโรคต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันมะเร็งได้

ผักและผลไม้จำนวนมากประกอบด้วยสารต่อต้านมะเร็ง รวมถึง 20,000 ชนิดของไบโอฟลาโวนอยด์ เช่น ควอซิทินที่ให้สารสีเหลือง และ 800 ชนิดของแคโรทีนอยด์ ซึ่งมีสีส้มเหลือง รวมถึงไลโคปืน (Lycopene) สารสกัดจากมะเขือเทศ สารเหล่านี้ได้มาจากผักและผลไม้ที่มีสีสันสดใส ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสีสันเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 87 เปอร์เซนต์ทีเดียว

ความอุดมสมบูรณ์ของสารอาหารในผักและผลไม้สด รวมถึงโพแทสเซียมกลูไทโอน คลอโรฟิลล์ ใยอาหาร สารต่อต้านอนุมูลอิสระ เอนไซม์ที่มีชีวิต (Live Enzymes) สารล้างพิษ (Detoxification Plant) นั้นเป็นสารต่อต้านอนุมลอิสระซึ่งพบได้ทั้งในพืชและในเซลล์ของสัตว์ ยิ่งเราอยากชะลออายุเท่าไรก็ยิ่งต้องรับดูแลตัวเองเร็วเท่านั้น

กรดอิลาจิก (Ellagic Acid) ที่ได้จากพืชสีเข้ม เช่น ราสป์เบอร์รี่ บูลเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ ซึ่งพวกเบอรี่ต่างๆ มีผลในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และจากการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ชายที่กินสปาเก็ตตี้ราดด้วยซอลมะเขือเทศบ่อยๆ สามารถลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ เพราะในมะเขือเทศมีสารไลโคปืน (Lycopyne) ที่ว่า ยิ่งผู้ชายกินผลไม้มากขึ้นเท่าไร ยิ่งลดโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเยอะขึ้นเท่านั้น ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเอนไซม์โปรตีโอไลติก (Proteolytic Enzymes) ที่ช่วยย่อยโปรตีน พบในผลไม้ เช่น สัปปะรด มะละกอ ฝรั่ง กีวี ช่วยลดการบวมโลหิตจาง โดยปกป้องด้วยการครอบทับส่วนที่เป็นเนื้องอกให้หลุดออกมา และส่งเสริมสุขภาพทั้งหมด

หลีกเลี่ยงมะเร็ง


ร่างกายของเราสามารถผลิตเอนไซม์บางชนิดได้เอง ซึ่งเอนไซม์นี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่ทำให้ปฎิกิริยาในร่างกายเสร็จสมบูรณ์ขึ้น กว่าร้อยล้านปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายและเกิดขึ้นทุกๆ ขณะ เอมไซม์ล้วนเป็นตัวทำให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการพิสูจน์เห็นชัดเจนว่าการกินอาหารเอนไซม์สามารถต่อต้านการเกิดมะเร็งได้

คนเรามักไม่ชอบการกินผักที่มีสีสดใส แต่ก็ควรพยายามกินผักผลไม้ให้ได้ครบทั้ง 3 มื้ออาหาร และนึกถึงอยู่เสมอว่ายิ่งกินผักผลไม้สีเข้มมากขึ้นเท่าไร ยิ่งมีพลังในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ดีเท่านั้น เช่น ผักโขม คะน้า ก็จะมีสารอาหารมากกว่าผักกาดขาว แตงกวา หรือถ้าเป็นผลไม้ องุ่นดำก็จะดีกว่าองุ่นเขียวนั้นเอง ทั้งนี้ร่างกายถูกโจมตีโดยแบตทีเรียกว่าล้านชนิด ไวรัส ยีสต์ และสิ่งมีชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ อีกกว่าสองหมื่นล้านเซลล์ ซึ่งภูมิคุ้มกันมีหน้าที่ตรวจเซ็ค หาทางทำลาย และกำจัดสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ออกไป แต่หากเป็นโรคมะเร็ง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสูญเสียความสามารในการทำลายเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น ได้รับสารพิษจากโลหะหนัก ได้รับสารเคมีที่รุนแรงหรือสะสมการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป กรดไขมันที่จำเป็นในร่ายการไม่สมดุลและความเครียค เหล่านี้ล้วนเป็นตัวลดระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันทั้งสิ้น

ถ้าต้องการให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีอีกครั้งหนึ่ง ร่างกายจะต้องได้รับสารอาหารที่ดีจึงจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมถึงปกป้องอวัยวะภายในอื่นๆ ด้วย เช่น หัวใจ ไต กระเพาะอาหาร จากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากมะเร็ง

โรคติดเชื้อหลายโรคเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เช่น ไวรัสตับอักเสบีอาจก่อให้เกิดมะเร็งตับ Herps ตัวไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม งูสวัด อีสุก อีใส ก็สามารถทำให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และพวกเชื้อราต่างๆ ก่อให้เกิดมะเร็งตับ เห็นได้ชัดว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ถูกทำลายไปนั้นส่งผลข้างเคียงมากเพียงใดต่อการติดเชื้อ

สำหรับหลายคนที่กลัวไขมันฟังทางนี้ ไขมันไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ตรงกันข้ามกลับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงแต่ต้องรู้จักชนิดของไขมัน เช่น ไขมันจากปลา น้ำมันจากเมล็ดแฟกซ์ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก อะโวคาโด เลซิติน เหล่านี้ช่วยปกป้องกันะเร็ง โดยไขมันที่เข้าสู่ร่างกายจะช่วยปกป้องและป้องกันมะเร็ง โดยไขมันที่เข้าสู่ร่างกายจะช่วยปกป้องเม็ดเลือด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขยายหลอดเลือด และขจัดฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอันตรายออกจากร่างกาย ซึ่งจากการวิจัยพบว่าไขมันปลาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยยืดอายุเซลล์ต่างๆ แม้แต่ในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะเรื้อรัง

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งเต้านมในผู้หญิง หลังจากกินไขมันปลาแล้วมีอาการดีขึ้น เซลล์มะเร็งเล็กลง และยังช่วยดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ซึ่งสามารถละลายได้ในไขมัน จึงไม่ควรกลัวไขมันอีกต่อไป

แสงแดด ช่วยให้ร่างกายผลิตวิตามินดี ซึ่งเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมอีกตัวหนึ่ง แสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าและเย็น (ก่อน 10 โมงเช้าและหลัง 4 โมงเย็น) ช่วยลดการเกิดมะเร็ง คือจะไปลด Malanoma หรือเนื้องอกชนิดร้ายแรงของเซลล์นั้นเอง

สารด้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เป็นสารที่ร่างกายต้องการเพื่อป้องกันมะเร็ง ซึ่งควรได้รับจากวิตามินซีวันละ 1 กรัม โคเอนไซม์ คิวเทนปริมาณ 60 มิลลิกรัมต่อวัน ชาเขียว วิตามินอีวันละ 1 กรัม แคโรทีนอยด์ 1 กรัม ต่อวัน ไลโคปืน และเซเลเนียม ซึ่งสารเหล่านี้จะขัดขวางการเติมโตของเซลล์มะเร็ง

เซลล์ภูมิคุ้มกันมากกว่า 40 เปอร์เซนต์อยู่ที่กระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร (Gastrointestinal (GI) Tract) เพราะในลำใส้มีแบคทีเรียถึง 2 กิโลกรัม รวมทั้งยีสต์และตัวอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อร่ายกายได้ โดยเข้าไปในระบบทางเดินอาหารและทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบเลือด นำมาสู่การเสียชีวิตในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เพราะลำไส้เล็กซึ่งมีหน้าที่ดูดกซึมอาหารจะดูดซึมเอาโรคเข้าสู่เลือดด้วย ในร่างการคนปกติจะมีตัวต่อต้านให้ขับออก แต่ในร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น ภูมิคุ้มกันในทางเดินอาหารอ่อนแออ จึงรับเชื้อโรคไว้ได้ง่าย

การรักษามะเร็งด้วยวิธีคีโม (Chemotherapy) จะทำลายเซลล์อย่างรวดเร็วขึ้นแต่ก็จะทำลายทั้งเซลล์ร้ายและเซลล์ดี คือหลังจากที่เซลล์มะเร็งหายไปแล้ว เซลล์ทางเดินอาหารที่เหลืออยู่ก็สูญเสียสภาพเช่นกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าปกติจึงอาจเป็นมะเร็งได้อีกครั้ง



มีงานวิจัยหนึ่งบอกถึงความสำพันธ์ระหว่างน้ำตายกับการเกิดมะเร็ง พบว่าคนที่กินอาหารหวานเป็นประจำ นอกจากจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานแล้ว ยังมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหารสูงเช่นกัน เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำใส้

หนทางที่จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลในอาหารได้อีกทางหนึ่งหากหลีกเลี่ยงน้ำตาลไม่ได้คือ พยายากินอาหารที่มีกากใยสูง (High Fiber) เพื่อจับน้ำตาลให้ออกมากับอุจจาระ

นอกเหนือจากอาหารแล้ว การกินอาหารเพื่อสุขภาพก็เป็นสิ่งสำตคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังมีส่วนอื่นๆ ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและต่อต้านเชื้อโรคด้วยคือ

ทัศนคติ (Attitude) “อะไรที่เรากินเข้าไปนั้น สำคัญน้อยกว่าอะไรที่กินเรา” หรือหมายความว่า จิตใจเรานั้นสำคัญมาก ความเครียด ความผิดหวัง ความกลัว ความโกรธ ความสูญเสีย ความขุ่นเคืองใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความเครียค ซึ่งมีผลให้ร่างกายอ่อนแออและมะเร็งเข้ามาทำร้ายได้

การออกกำลัยกาย (Exercise) คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ถึง 70 เปอร์เซนต์ เนื่องจากช่วยลดระดับน้ำตาลล้างพิษร่างกาย ลดความเครียค เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ

แท้จริงแล้วร่างกายมนุษย์จะรักษาและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เองตามธรรมชาติเมื่อได้รับอาหารและดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง แต่การกินผักและผลไม้สด ธัญพืช ไขมันปลา และโปรตีนที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงจากโรคมะเร็ง หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นมะเร็งอยู่แล้วก็สามารถหายได้ และขอให้มีกำลังใจในการมีชีวตอยู่ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นใหม่ๆทุกวัน

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง