Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > คีโม ทำไมผู้ป่วยมะเร็งที่รับการทำคีโมต้องถามผลเลือด

คีโม ทำไมผู้ป่วยมะเร็งที่รับการทำคีโมต้องถามผลเลือด

จำนวนคนดู 6285 คน | เผยแพร่เมื่อ 19 พ.ค. 2558 เวลา 11:31 น.

คีโม นั้นทำไมต้องถามผลเลือด?

ชนวนที่ทำให้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาคือ มีพี่สาวคนไข้คนหนึ่งสะอื้นไห้มาทางโทรศัพท์ บอกว่า”ช่วยมาดูน้องสาวด้วยเถิด เพราะตอนนี้แกมีเลือดออกทางปากเต็มไปหมด พี่ทำอะไรไม่ถูกแล้วแกไม่ดีเลย” ฉันก็ไปดูตามคำร้องขอ เพราะวิชาชีพฉันสอนมาดี ว่าให้ถือคนไข้เสมือนเป็นญาติของตัวเอง และพอดีพี่สาวคนไข้ก็เป็นคนรู้จักกัน พอเปิดประตูเข้าไปในห้องภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือ คนไข้กำลังตะแคงตัวบ้วนเลือดใส่ชามรูปไตใบใหญ่อยู่บ้วนออกเรื่อย ๆ ทั้งน้ำลายทั้งน้ำเลือดปนกันไป

หน้าคนไข้บวม ส่วนจมูกมีผ้ากอซอุดอยู่เพื่อห้ามเลือดไม่ให้ออก สภาพอิดโรยน่าดู เวลาพูดจะอู้อี้อยู่ในคอ ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง รำพึงให้ฟังสั้น ๆ ว่า “รู้อย่างนี้พี่ไม่ฉีดหรอก ต่อไปไม่เอาแล้ว กลางคืนก็นอนไม่หลับเลย ต้องบ้วนเลือดนี้ตลอด” ส่วนพี่สาวซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงที่คอยเสิร์ฟทิชชูให้น้องสาวเช็ดปากตายังแดง ๆ อยู่ แล้วก็มองหน้าฉันเพื่อรอคำตอบ ว่าฉันจะตัดสินใจทำยังไงกับสถานการณ์เช่นนี้

ท่านสมาชิกคะ เป็นความลำบากใจที่สุดเมื่อเจอกรณีอย่างนี้ คนหนึ่งก่อเรื่องแล้วให้อีกคนหนึ่งไปแก้ ก็ไม่รู้จะไปแก้ยังไง ถึงแก้ได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ดีไม่ดีบางทีถูกด่ากลับมาอีกว่า “มันเรื่องอะไรที่คุณต้องเข้ามายุ่งด้วย เดี๋ยวทำให้แผนการรักษาเสียหมด” ฉันก็ได้แต่ปลอบใจคนไข้ แล้วก็บอกความจริงไปว่า “สักพักคงจะดีขึ้น เพราะเป็นผลข้างเคียงจากยาคีโม ตอนนี้หมอหลาย ๆ ฝ่ายก็มาช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่แล้ว”

คนไข้รายนี้วัย 36 ปี เป็นครรภ์ไข่ปลาอุก (molar pregnaney) คือเป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง แทนที่ไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อผสมกันแล้วจะพัฒนากลายเป็นตัวเด็ก แต่กลับเป็นก้อนเลือดอยู่ในมดลูกแทน เนื่องจากไม่มีโครโมโซมภายใน ซึ่งคนโบราณเรียกว่า ท้องลม ถ้าปล่อยไว้ต่อไป ท้องก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนคนตั้งท้องนี่แหละ และที่สำคัญหากไม่เอาออกอัตราเสี่ยงเป็นมะเร็งของเนื้อรกก็สูง ทั้งนี้โดยดูผลฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadofrophin = ฮอร์โมนที่ผลิตจากรก) ประกอบด้วย ของคนไข้รายนี้อยู่สูงในระดับมากกว่าแสน ค่าปกติไม่ควรเกิน 10 ดังนั้นหมอจึงต้องเอาออก

คีโม

การรักษาช่วงแรกก็โดยการขูดมดลูกด้วยเครื่องดูด แล้วนัดดูเป็นระยะ ๆ ระยะแรกฮอร์โมนก็ลดลงดี แต่พอเข้าเดือนที่สาม ระดับฮอร์โมนสูงขึ้นอีก ดังนั้นการรักษาขั้นต่อไปคือให้คีโมแล้วหายขาดและได้ผลถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะลุกลามแล้วก็ตาม ส่วนกลุ่มที่อยู่ใน 10-20 เปอร์เซ็นต์

สำหรับของคนไข้รายนี้ ครั้งแรกที่ให้ยาอยู่ 5 วัน ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่รุนแรงผ่านอย่างฉลุย แต่พอกลับไปบ้าน ฉันถามคนไข้ย้อนหลังว่ามีอาการอะไรบ้าง เธอเล่าว่า “มีตุ่มขึ้นที่ริมฝีปาก หัว และหลัง หู แล้วเจ็บบริเวณปาก คอ หัว และ ที่จมูกก็แสบ ๆ แต่บอกหมอแล้ว เขาไม่สนใจ”

คนไข้จึงมาให้คีโมต่ออีกเป็นครั้งที่ 2 โดยห่างจากครั้งแรกประมาณหนึ่งเดือน ผลเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตามที่กำหนดคือให้ 5 วัน เหมือนเดิม แต่คราวนี้ให้ได้แค่ 3 วันก็ต้องหยุดให้ เพราะพอวันที่ 4 มีปัญหาเรื่องเกล็ดเลือดต่ำมาก ความจริงในวันที่สามจากผลเลือดที่พี่สาวคนไข้เอามาให้ดูก็ต่ำแล้ว และต่ำลงทุกวัน จนคนไข้เลือกออกทางปาก ทางจมูก (เกล็ดเลือด หากปริมาณต่ำเกินไป จะทำให้เลือดออกง่ายค่าปกติจะไม่ต่ำกว่าแสน หากต่ำจนถึง 2,000 แม้อยู่เฉย ๆ เลือดก็ออกได้ทั้งอวัยวะภายในและภายนอก ถ้าออกในอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง ปอด จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้) และของคนไข้รายนี้ไม่ได้ต่ำเฉพาะเกล็ดเลือดอย่างเดียวเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงก็ยกโขยงพากันต่ำหมด นี่คือพิษของยาเคมีที่กดไขกระดูก จนผู้รักษาต้องปรึกษาหมอทางโรคเลือดมาช่วยดู ซึ่งบังเอิญเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกัน เขาบอกว่า “เป็นผลจากคีโมนั่นแหละ ไม่ต้องทำอะไร นอกจากเกล็ดเลือด ให้เลือดไปจนกว่าจะดีขึ้น”

คนไข้ก็ได้เลือด ได้เกล็ดเลือดไปตามที่หมอโรคเลือดแนะนำ อาการเลือดออกก็ดีขึ้น เรื่องติดเชื้อ (จากเม็ดเลือดขาวต่ำ) ก็ดีขึ้น รวมเวลาทั้งหมดที่ใช้เพื่อประคบประหงมให้เม็ดเลือดกลับมาเป็นตัวเป็นตนเหมือนเดิมก็ 25 วัน

เวลาคีโมแผลงฤทธิ์ หน้าตาก็เป็นอย่างนี้ละ จนบางทีอยากตั้งฉายาคีโมว่าเป็นนักฆ่าระดับอินเตอร์ด้วยซ้ำไป เพราะฆ่าโดยไม่ใช้มีดใช้ปืน เลือดก็ออกได้ ด้วยเหตุนี้กระมัง คนไข้บางคนจึงเข็ดขยาย ไม่อยากได้คีโมอีก แม้ว่าจะทำให้ก้อนมะเร็งยุบก็ตาม

รายนี้ไม่ใช่รายแรกที่โดนพิษยาจนไขกระดูกมากเกินไป กลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มเข้ามาอีกมะเร็งหนึ่งก็มี โดยเฉพาะคนไข้ที่เป็นผู้สูงอายุ

ปัญหาผลข้างเคียงของคีโมเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบ แล้วก็แก้ยากด้วย แม้แต่ผู้ให้ยาเองก็ตัดสินใจลำบาก ซึ่งก็น่าเห็นใจมากเหมือนกัน บางคนให้ยาไปแล้วในขนาดเดียวกัน วัยเดียวกัน ผลเลือดคล้าย ๆ กัน บางครั้งเม็ดเลือดขาวต่ำด้วยซ้ำไป แต่ไม่เจอผลข้างเคียงของยาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่บางคนกลับมีความไวต่อยามากเป็นพิเศษ ก็แพ้มาก อ้วกมาก เพลียมาก เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง รวมทั้งเกล็ดเลือดตกมาก จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็มี นั่นก็คือผลข้างเคียงของยายังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้

ความที่ไม่มีอะไรที่แน่นอนที่แหละเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอันตรายรุนแรงแค่ไหนและเมื่อไหร่น่ะสิ ยากที่จะคาดเดา เหตุนี้กระมังที่คุณหมอธันย์ถึงบอกว่า คีโมทุกตัวไว้ใจไม่ได้

ฉันเห็นคนไข้ที่มีญาติเป็นหมอเป็นพยาบาลหลายคนได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคีโมอย่างละเอียดลออทุกซอกทุกมุมโดยเฉพาะเรื่องผลเลือดซึ่งสำคัญที่สุด จนคนไข้เหล่านี้แทบจะไม่เผชิญกับผลข้างเคียงของการให้คีโมมากนัก ถึงจะแพ้ยา แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึก เป็นทุกข์มากนักเมื่อจะให้คีโม เพราะรู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างอย่างคนไข้มะเร็งเต้านมคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังว่า

“พี่มีญาติเป็นหมด เขาบอกว่าคีโมทำให้ตายได้นะ ฉะนั้นเวลาให้คีโมแล้วเพลีย เม็ดเลือดขาวยังขึ้นไม่ดี คือจำนวนเม็ดเลือดขาวยังไม่มากพอ ) อย่าไปให้นะ ถ้าฉายแสงด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่อย่าไปฉายเด็ดขาด ตายพ้นเลยจะบอกให้ บางทีเม็ดเลือดขาวของเราพอจะให้ได้หมอบอกอย่างนั้น แต่ถ้าร่างกายยังไม่แข็งแรง ก็อย่าไปเอาตามหมอว่า โกหกไปเลยว่ามีธุระจำเป็น ขอเลื่อนไปก่อน”

ยิ่งถ้าคนไข้ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ด้วยแล้ว ก่อนจะให้คีโม ส่วนใหญ่จะรู้ข้อูลของตัวเองอย่างดิบดี โดยเฉพาะผลเลือดจะดูแล้วดูอีกหลายตลบ หากมีตัวเล็กตัวน้อยที่ผิดปกติโผล่มาให้เห็นก็จะพูดคุยกับผู้รักษา หรือไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ หากไม่สบายใจหรือไม่พร้อมก็ขอเลื่อนได้ พูดกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร กันทั้งสองฝ่าย

แต่คนไข้ที่ไม่ใช่คนในทีมสุขภาพและไม่ใช่ญาติของคนในวงการ อย่างชาวนา  คนขับตุ๊กตุ๊ก หรือคนในอาชีพอื่น แต่ไม่กล้าซักถาม ฯลฯ นี่สิ ส่วนใหญ่มีปัญหาไม่รู้จะปรึกษาใคร และไม่รู้จะถามอะไรด้วย ผู้รักษาบอกข้อมูลแค่ไหนก็แค่นั้นมีความหมายว่าอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้ามีปัญหาก็จับกลุ่มถามไถ่ระบายความในใจกันเอาเองในกลุ่มมะเร็งด้วยกัน ผิดถูกอย่างไรก็ช่างมัน เขาจึงเป็นคนไข้ที่รับกรรมพิเศษนี้อยู่เรื่อย ๆ

นี่คือสิ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาในทางปฏิบัติของสิทธิผู้ป่วยข้อที่ 3 ตามประกาศสิทธิผู้ป่วย เมื่อ 16 เมษายน 2541 ที่ว่า “ผู้ป่วยที่ขอรับการบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะรับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและชัดเจนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น”

ผลเลือดในขณะให้คีโมเป็นข้อมูลด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่คนไข้ควรจะได้รับทราบและเข้าใจชัดเจนจากผู้รักษาว่ามันแปลว่าอะไร โดยเฉพาะผลเลือดที่จำเป็นต้องรู้ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด เพราะสองตัวนี้ ถ้าคนแพ้มากจะเป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ

ฉันไม่อยากได้ยินคนไข้ว่า “นั่นเป็นเรื่องของหมู ของพยาบาล ไม่ต้องไปถาม เขาคงรู้แหละว่าจะให้หรือไม่ให้ถามเขามากกๆ เดี๋ยวเขาไม่รักษาให้หรอก” ขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อยากได้ยินคนในวงการสุขภาพพูดว่า “ถึงบอกไป คนไข้เขาจะเข้าใจอะไรกันนักหนา ฉันย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉันเป็นผู้รักษา ฉันเรียนมา”

แล้วเกิดอะไรขึ้น ฝ่ายหนึ่งไม่กล้าถาม ฝ่ายหนึ่งไม่กล้าถาม ฝ่ายหนึ่งก็ไม่บอก เลือดตกยางอกอยู่ข้างในจะทะลักออกข้างนอกไงล่ะ นอกจากนั้นการถามแม้เป็นเพียงเพื่อแค่ประดับความรู้ แต่บางครั้งเป็นการปลุกสติผู้รักษากลับมา เผื่อบางที ที่เขายังให้ยาคีโมต่อนั้นเนื่องจากตาลายดูผลเลือดผิด เห็นตัวเลขเกล็ดเลือดจากสามหมื่นเป็นสามแสนก็ได้

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง