Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ถ่ายเลือด ตัวอย่างเรื่องราวที่น่าสนใจ

ถ่ายเลือด ตัวอย่างเรื่องราวที่น่าสนใจ

จำนวนคนดู 234 คน | เผยแพร่เมื่อ 19 พ.ค. 2558 เวลา 11:01 น.

ถ่ายเลือด มีกรณีที่น่าสนใจมากรายหนึ่ง คือการเอาเลือดออกจากตัวของจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1799 หรือเมื่อ 210 ปีมาแล้ว เรื่องนี้เคยเขียนไว้เมื่อ 11 ปีก่อน คือสมัยนิตยสารชีวจิตเล่มแรกๆ แต่คราวนี้จะเขียนให้ความคิดเห็นละเอียดกว่าคราวก่อน

เมื่อสมัยประมาณปี ค.ศ. 1700 มีการรักษาตามการแพทย์ปัจจุบัน (ของสมัยโน้น) ซึ่งนำโดยโปรเฟสเซอร์ทางฟิสิกส์คนหนึ่งชื่อ วิลเลียม คัลเล็น แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก วิลเลียม คัลเล็น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มการรักษาโรคภัยด้วยระบบที่เรียกว่า Heroic Medicine คำว่า “Heroic” แปลว่า ผู้เป็นพระเอกหรือผู้ที่มีความกล้าหาญประจำตัว Heroic Medicine คืออะไร ก็คือการรักษาซึ่งฟังแล้วน่ากลัว เช่น การผ่าตัดและการเจาะเลือดในกายออกทิ้ง โปรเฟสเซอร์คัลเล็นคนนี้แหละที่เป็นเจ้าแห่งการรักษาแบบ Heroic เขามีความเชื่อว่า สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นั้น เนื่องมาจากโลหิตเป็นพิษ ในเมื่อป่วยเพราะโลหิตเป็นพิษ ก็ต้องเอาเลือดพิษออกจากตัวจึงจะหายป่วย หลักการปฏิบัติของคัลเล็นขณะนั้นก็คือ การเจาะเอาเลือดของคนป่วยออกจากตัวหลายๆ ครั้งจนกว่าจะหายป่วย

คัลเล็นเป็นชาวสกอตแลนด์ และทฤษฎีของเขามีคนเชื่อ นำออกไปปฏิบัติมากพอสมควร และลูกศิษย์เอกของเขาคนหนึ่งเป็นแพทย์อยู่ในอเมริกา ชื่อเบนจามิน รัช ซึ่งเมื่อมาเป็นลูกศิษย์ของวิลเลี่ยม คัลเล็นเข้าก็เกิดความเชื่อในทฤษฎีเจาะเลือดทิ้งนี้อย่างสุดตัว เมื่อเขาไปอเมริกาได้นำวิธีรักษาแบบ Heroic นี้ไปใช้ชนิดที่เรียกกันว่า “สุดเหวี่ยง” ยกตัวอย่าง เขาเคยเจาะเลือดออกจากตัวคนไข้คนหนึ่งถึง 55 ครั้งในเวลา 6 เดือน และกับคนไข้อีกคนหนึ่งเขาเจาะเลือดทิ้งถึง 8 ไพน์ (ประมาณ 4 ลิตร) ในชั่วเวลา 6 สัปดาห์ เขาเคยอวดว่า “ฉันยินดีที่จะตายโดยมีมีดเจาะเลือดอยู่ในมือ แทนที่จะโยนมีดทิ้งในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ และยังมีมือที่ยังใช้งานได้อยู่” วิธีรักษาแบบนี้ก็คือการใช้มีดคมกริบเล่มเล็กๆ ตัดเส้นเลือดบางเส้นให้ขาดจากกัน และปล่อยให้เลือดไหลทิ้งอย่างน้อยครึ่งลิตรต่อครั้ง และกลุ่มของหมอเบนจามิน รัช คนนี้แหละที่ได้มารักษาจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนที่หนึ่งของสหรัฐอเมริกาในวาระสุดท้าย

ในวันที่ 14 ธันวาคม 1799 ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน บ่นว่าเขาเจ็บคอมาก และมีอาการหายใจไม่ออกด้วย แพทย์ประจำตัวคนแรกของเขาเจาะเลือดออกครึ่งลิตร ปรากฏว่าไม่มีผลดีอะไรทั้งสิ้น จึงได้ไปตามหมอผู้เชี่ยวชาญการเจาะเลือดอีกคนหนึ่งมา หมอคนหลังนี้ตัดสินใจเจาะเลือดที่เส้นเลือดที่คอออกอีกครึ่งลิต ครั้งถึงเวลาบ่ายสามโมง หมออีก 2 คนถูกตามมา รวมกันแล้วเป็นหมอ 3 คน ปรึกษากันแล้วออกเสียง 2 ใน 3 ให้เจาะเลือดของจอร์จ วอชิงตัน ออกอีกหนึ่งลิตร ตามรายงานบอกไว้ว่าเลือดที่ออกมาภายหลังไหลออกช้าและข้นมาก ร่างกายทั้งตัวอยู่ในสภาพขาดน้ำอย่างรุนแรง อีกประมาณ 7 ชั่วโมงต่อมาจอร์จ วอชิงตันก็ถึงแก่ความตาย

ข้อที่น่าคิดเกี่ยวแก่การรักษาประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ก็คือ การรักษาแบบเจาะเลือดทิ้งเป็นแนวทางการแพทย์แผนใหม่ แพทย์หลายคนเห็นด้วยว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องและทันสมัยที่สุดในตอนนั้น มีแพทย์บางคนไม่เห็นด้วยกับการรักษาแบบเจาะเลือด แต่ความเห็นก็สู้เสียงส่วนมากซึ่งยอมรับว่าการเจาะเลือดทิ้งนั้นเป็นวิธีถูกต้องที่สุด เกี่ยวกับเรื่องเลือดนี้ขอผ่านจากอเมริกาข้ามฟากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่อีกภาคพื้นหนึ่งของโลก นั่นคือฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 17 คืออยู่ในช่วงของการเห่อเรื่องการเจาะเลือด การให้เลือด ในขณะที่การเจาะเลือดออกทิ้งเริ่มต้นจากยุโรปคือสกอตแลนด์ แล้วไปดังสุดขีดในอเมริกา ในยุโรปอีกแห่งหนึ่งก็กำลังดังเรื่องเลือดเหมือนกัน คือที่ปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ว่าที่จริงการเห่อเรื่องเลือดนั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในโลก ที่ปารีสกลับเกิดความรู้เรื่องเลือดก่อนสกอตแลนด์และอเมริกาด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจมากก็คือ ที่ปารีสแทนที่จะเจาะเลือดทิ้ง กลับเอาเลือดเข้าตัว ที่น่าสนใจมากที่สุดของเรื่องเลือดก็คือ ที่ปารีสทำตรงข้ามกับสกอตแลนด์แทนที่จะเจาะเลือดทิ้ง กลับเอาเลือดเข้าตัวคน และเลือดที่เข้าตัวคนกลับเป็นเลือดของสัตว์ ไม่ใช่เลือดของคน

ถ่ายเลือด



มีคนไข้อยู่คนหนึ่งสติวิปลาสถ้าจะใช้ภาษาชาวบ้านก็คือ แกเป็นบ้านั่นแหละ ชื่อ อังตวน มอรอย ประวัติในด้านการแพทย์ของอังตวนไม่สู้จะกระจ่างแจ่มชัด ไม่มีการบันทึกไว้แน่นอน รู้แต่ว่าแกมีพฤติกรรมผิดปกติ แกชอบทำร้ายร่างกายภรรยา แกเป็นคนโมโหร้าย ทำอะไรไม่ได้อย่างใจก็มักจะอาละวาด พอซ้อมภรรยาจนหนำใจแล้วความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งก็คือ แกชอบถอดเสื้อผ้าวิ่งเปลือยกายไปตามถนน และที่ชอบเป็นพิเศษก็คือ เห็นคนบ้านไหนวิ่งออกมาดูแกวิ่งแก้วผ้า แกก็จะเข้าไปบุกบ้านนั้น แล้วเอาไฟจุดเผาบ้านเสียเลย สรุปก็คือ นอกจากจะชอบซ้อมเมีย วิ่งแก้ผ้าไปตามถนนแล้ว ยังชอบเผาบ้านคนด้วย

สมัยนั้นใครเสียสติ เป็นคนบ้า ก็มักจะถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวร้ายของสังคม เป็นพวกปีศาจมารร้ายทำนองนั้น ไม่มีการรักษาดูแล เพราะไม่มีใครเชื่อว่าคนเสียสติเหล่านั้นเป็นคนป่วย ถ้ากำลังอาละวาด ถูกจับตัวได้ ก็ถูกมัดมือ มัดเท้าจองจำ นั่นคือการลงโทษขนาดเบา ถ้าถูกลงโทษขนาดหนักก็เอาตัวไปเผาเลย เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาว หิมะกำลังตกหนัง มีคนพบอังตวน มอรอย กำลังวิ่งแก้ผ้าวนเวียนอยู่กลางกรุงปารีส เคราะห์ดีผู้ที่พบนั้นจัดว่าเป็นคนอยู่ในระดับไฮโซของปารีสขณะนั้น แทนที่จะจับตัวมอรอยเข้าคุก เขากลับพามอรอยไปหาแพทย์คนหนึ่งซึ่งกำลังดังสุดๆ ในปารีส เขาคือ นายแพทย์ซอง บับตีส เดอนีส์ เป็นหมอประจำตัวของผู้ที่ดังที่สุดและมีอำนาจสูงสุดของฝรั่งเศสขณะนั้น คือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

แพทย์ประจำพระองค์พระเจ้าหลุยส์ผู้นี้กำลังดัง และกำลังใช้วิธีค้นคว้าเรื่องเลือดคนมาประกาศความดังของตัวเอง การค้นคว้าเรื่องเลือดของเขา ตรงกันข้ามกับของสกอตแลนด์และอเมริกาคือแทนที่จะรักษาด้วยการเจาะเลือดออกจากตัวคน เขาประกาศว่าเขาจะเอาเลือดเข้าตัวคน และเลือดที่เอาเข้าตัวคนนั้นเป็นเลือดจากสัตว์เป็นๆ เมื่อชายไฮโซพาตัวมอรอยไปหาหมอเดอนีส์ เขาก็เอาตัวมอรอยเก็บไว้ในบ้าน และประกาศทันทีว่าจะทดลองรักษามอรอยด้วยการถ่ายเลือดจากลูกวัวเข้าไปในตัวของมอรอย เวลาหกโมงเย็นของฤดูหนาวในวันที่ 19 ธันวาคม บรรดาชาวไฮโซทั้งหลายก็แต่งตัวสวยงามเต็มที่เหมือนกับจะไปงานเต้นรำ แห่กันไปบ้านของแพทย์ใหญ่คนนั้น นอกจากชาวไฮโซต่างๆ แล้ว ยังมีแพทย์ดังๆ อีกหลายคนไปเฝ้าการทดลองอันยิ่งใหญ่ระดับโลกของเดอนีส์ เขาเอาตัวมอรอยนั่งเก้าอี้ พอได้เวลาหกโมงเย็นเป๋ง นาฬิกากังวาน 6 ครั้ง ผู้ช่วยของเดอนีส์ก็ผ่าเส้นเลือดที่แขนของมอรอยแล้วเอาเท่าเล็กๆ ทำด้วยเงินสอดเข้าไปในเส้นเลือด แล้วเขาก็เอาเลือดออกจากตัวมอรอยเสียก่อนประมาณครึ่งลิตร ต่อจากนั้นเขาก็เอาลูกวัวมาผูกไว้ข้างๆ มอรอย ผ่าเส้นเลือดที่ขาหลังของลูกวัวแล้วเอาปลายของท่อเงินนั้นต่อเข้าไปในเส้นเลือดลูกวัว ปล่อยให้เลือดของลูกวัวไหลเข้าไปในตัวมอรอย เดอนีส์ ประกาศว่าเขาจะใช้เลือดจากลูกวัวประมาณ 1 ถ้วยใส่เข้าไปในร่างกายมอรอยคราวนี้

เหตุผลของเดอนีส์มีอยู่ว่า เลือดของมอรอยเป็นเลือดบ้า แต่เลือดของลูกวัวเป็นเลือดที่อบอุ่น และลูกวัวตัวนี้นิสัยอ่อนโยนสุภาพ เอาเลือดที่อุ่นและสุภาพของลูกวัวเข้าไปในตัวมอรอย จะทำให้ความบ้าของมอรอยหายไป และหายจากความดุร้ายชอบอาละวาดได้ อะไรเกิดขึ้น ทุกคนเฝ้ามองมอรอยชนิดที่เรียกว่าลืมหายใจ ขณะที่ใช้เลือดมอรอยบรรยายว่าเขารู้สึกร้อนมากที่แขนของเขา เดอนีส์หยุดการให้เลือด เย็บเส้นเลือดของมอรอยแล้วให้เขานอนพักผ่อน เมื่อมอรอยตื่นขึ้นมา เขาบอกว่าหิวมาก เดอนีส์จัดอาหารชุดใหญ่ให้เขากิน เขากินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนคนอดอยากมาเป็นปีๆ แล้วเขาพูดคุยกับใครๆ เหมือนคนปกติ เมื่อภรรยาเขามาเยี่ยมเขาก็กอดรัดเธอ ขอโทษเธอที่เขาทำร้ายร่างกายของเธอ เขากลายเป็นคนปกติอารมณ์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ มีเสียงโห่ร้องแสดงความชมชื่นในความสำเร็จของหมอเดอนีส์

อีกสองวันต่อมา หมอเดอนีส์ก็ให้เลือดลูกวัวแก่มอรอยอีก อาการของมอรอยก็ดีขึ้นเหมือนให้เลือดครั้งแรก มหัศจรรย์ไหมล่ะ แต่มอรอยก็เป็นปกติได้ไม่นาน กลับอาละวาดอีกเดอนีส์ก็ให้เลือดอีก เขาก็ดีขึ้นแล้วก็บ้าอีก และเขาก็ตายไปอย่างสงบ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง