Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > มะเร็งระยะสุดท้าย เขายืดอายุกันอย่างไร

มะเร็งระยะสุดท้าย เขายืดอายุกันอย่างไร

จำนวนคนดู 38726 คน | เผยแพร่เมื่อ 23 พ.ค. 2559 เวลา 17:00 น.

มะเร็งระยะสุดท้าย บางรายหมอได้พยากรณ์ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึง 4 สัปดาห์

แต่วันที่คุยกันเขาก็อยู่ได้เกินกว่าที่ทำนายแล้ว และเขาบอกว่าเขาก็ยังมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป และยังมีเพื่อนมะเร็งอีกมากที่ได้ต่อสู้กันอย่างแน่วแน่และยืดอายุกันมาได้ ฉันได้ให้เพื่อนที่อยู่หน่วยมะเร็งช่วยรวบรวมจำนวนคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายของภาคใต้ที่มีชีวิตอยู่เกิน 8 ปี คือนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จนถึง 2545 พบว่ามีถึงเกือบ 70 คนแน่ะ จริงอยู่จำนวนนี้เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อจำนวนผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ซึ่งมีต่อปีราว 2,000 คน (8 ปีก็ราว 16,000 คน) จะเป็นจำนวนที่น้อยนิด แต่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแท้ที่จริงสามารถมีชีวิตให้ยืนยาวกว่าที่กำหนดไว้ได้  ไม่ใช่แค่เดือนหรือแค่ 1 ปี 2 ปี  ตามคำทำนายในตำราของวงการแพทย์โดยทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคำทำนายของตำราแพทย์จะเป็นสิ่งที่ผิด  ฉันกำลังจะบอกว่าเราสามารถแหกกรอบทฤษฎีกันได้  แล้วพวกเขาปฏิบัติตัวกันอย่างไรเพื่อยืดอายุกันให้ยาวๆ

  1. อย่าคิดว่าเป็นมะเร็ง บุคคลประเภทนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เพราะลูกหรือญาติไม่ยอมให้หมอผู้รักษาบอก

    มีอยู่รายหนึ่งเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 มะเร็งปอดระยะนี้ถึงแม้ไม่ใช่ระยะสุดท้าย แต่ถ้าใครอยู่ได้เกิน 2 ปีก็นับว่าเก่ง แต่รายนี้ขณะนี้อยู่ได้ 15 ปีแล้ว คุณภาพชีวิตยังแจ๋ว เหมือนคนปกติทุกอย่างอายุตอนนี้ 76 ปีแล้ว เป็นพ่อของพยาบาลท่านหนึ่ง

    ความที่มีลูกเป็นพยาบาล ลูกก็เลยบอกพ่อว่าเป็นวัณโรคเพราะใช้เวลารักษานานพอๆ กัน พ่อก็เลยไม่สงสัยอะไร มารับยาเคมีบำบัดอย่างว่าง่ายจนครบคอร์ส ระหว่างที่ให้ เมื่อมีอาการข้างเคียงมากๆ  เช่น อาเจียน ซีด ลูกสาวก็พาไปนอนโรงพยาบาลใกล้บ้านซะทีหนึ่ง

    นอกจากไม่คิดว่าเป็นมะเร็งแล้ว ที่สำคัญคุณลุงตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกายทุกวัน

  2. ไม่กลัวมะเร็ง ประเด็นของข้อนี้คือว่า ถึงรู้ว่าเป็นมะเร็งก็ยอมรับได้และไม่กลัวมัน

    เหตุที่ทำให้คนกลัวมะเร็งเพราะส่วนใหญ่ไปคิดว่าเป็นแล้วต้องลุกลามไปอวัยวะต่างๆ ไปกระดูก ไปสมอง ไปปอด แล้วทำให้ปวด หายใจเหนื่อย ทรมาน และคิดต่อไปอีกว่าอีกหน่อยก็ต้องไปแหงๆ

    เมื่อคิดอย่างนี้ ภาพนี้ไม่น่าอภิรมย์ก็จะหลั่งไหลกันเข้ามา ในความจริงก็มีสิทธิ์คิดอย่างนี้ได้ เพราะทฤษฎีมะเร็งมันว่าอย่างนี้มานานแล้ว แต่อย่าให้ภาพเหล่านี้ค้างอยู่นาน เพราะเท่ากับเป็นการสั่งตัวเองให้เป็นอย่างที่คิด (You are what you think.)

    ดังนั้นถ้าตัดภาพของความน่ากลัวออกไป แล้วคิดเป็นภาพของชีวิตที่งดงามเข้ามาแทน เช่น เออหนอ วันนี้แม้จะหอบเหนื่อยแต่จมูกยังดมกลิ่นกุหลาบได้หอมอยู่ เออหนอ แม้จะปวดหลังแต่เท้ายังขยับได้อยู่ เป็นต้น

    เกือบร้อยทั้งร้อยของผู้ที่เป็นมะเร็ง รวมทั้งมะเร็งระยะสุดท้ายที่อยู่ได้นานๆ จะคิดถึงมะเร็งไปในทางที่เป็นบวกแทบทั้งสิ้น หรืออย่างแย่ที่สุดก็คิดเป็นกลางๆ ไว้ก่อน คือเป็นเพียงโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรักษาเหมือนกับโรคหวัด โรคเบาหวาน อะไรทำนองนั้น

  3. ปลงให้ได้

    ปล่อยวางใจในทุกเรื่องให้เป็นศูนย์จริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว ที่สำคัญคือ ปลงเรื่องโรคนั่นแหละ ยิ่งระยะสุดท้ายยิ่งต้องไปยึดมั่นถือมั่น เรื่องมรดกร้อยพันล้าน ใครจะแย่งกันยังไงก็ช่างมัน  ช่างมันลูกเดียว

    ถ้าจะยึดมั่นก็ให้ยึดมั่นในหน้าที่ของการดูแลรักษาชีวิตการปล่อยวางได้คือการผ่อนคลายอย่างยิ่งทั้งร่างกายและจิตใจ ในปัจจุบันก็มีผลวิจัยแล้วว่า การผ่อนคลายทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่สูงขึ้น  และเอื้อให้เม็ดเลือดขาว สารเคมี ที่จะกำจัดมะเร็ง สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ จนสู้กับมะเร็งได้

    มะเร็งระยะสุดท้าย
  4. รักษาด้วยศาสตร์ผสมผสาน ด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธา และเข้าใจ

    ที่ต้องต่อท้ายด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธา และเข้าใจ เพราะมันเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยศาสตร์ผสมผสานเหมือนกัน แต่ผลออกมาต่างกัน

    นั่นเพราะความไม่เชื่อมั่น ไม่เข้าใจในศาสตร์นั้นๆ นำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของการปฏิบัติ คือทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ขาดวินัยในตนเอง และไม่มีความมุ่งมั่น ทำให้ยืดอายุได้ไม่นานนัก

  5. อดทนอย่างสงบ

    ผู้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับทุกขเวทนาหลายประการ ไหนจะเหนื่อย ไหนจะบวม จะเพลีย ปวด เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการที่ไม่น่ารับไว้ทั้งนั้น แต่ก็ไม่รู้จะยกไปให้ใครดังนั้นทุกขเวทนาตรงนี้ บางครั้งทำให้รู้สึกโกรธ รู้สึกแค้น ทำไมต้องเป็นเราวะ ทั้งๆ ที่เราเป็นคนดี รู้สึกหงุดหงิดง่าย เห็นคนอื่นเขาหัวเราะร่าเริงก็ตะเพิดใส่ หรือแค่เห็นกิ่งไม้แห้งถูกลมพัดไหวๆ ก็หงุดหงิด  คือหงุดหงิดไปหมด

    อารมณ์เหล่านี้ผู้ที่อยู่ในระยะสุดท้ายต้องอดทนอย่างสงบจะเป็นการดี เพราะการอดทนอย่างสงบทำให้เกิดความคิดที่ดีๆ และร่างกายก็ไม่เครียดเกินไป อาการต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ก็ทุเลาลงได้เร็วทีนี้จะอดทนอย่างสงบเพื่อต่อสู้กับทุกขเวทนาตรงนี้ได้อย่างไร เท่าที่เห็นคนไข้ระยะสุดท้ายปฏิบัติกันมามีหลายอย่าง เช่น

    เอากฎอนิจจัง คือกฎแห่งความไม่เที่ยงมาเป็นกำลังใจพระท่านบอกว่าสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนอยู่ ภายใต้กฎนี้แทบทั้งสิ้นปวดรึ ทนสักพัก หรือกินยาแก้ปวดสักเม็ดสองเม็ดเดี๋ยวก็หายบวมรึ ไปเดินสูดกลิ่นหอมของดอกมะลิหรือสูดพระพายเข้าปอดลึกๆ แล้วเป่าออกมายาวๆ หลายๆ ครั้ง เดี๋ยวบวมก็ยุบ หรืออาการอย่างอื่นก็คิดได้ในทำนองนี้ แล้วก็ปล่อยใจให้ว่าง ว่างที่สุด ไม่ต้องไปคิดสร้างภาพที่ไม่น่าอภิรมย์ใดๆ ต่ออีกแล้ว กฎนี้มีผู้ป่วยหลายคนเอาไปใช้ พวกเขามักจะคิดว่า มันเกิดขึ้นได้ เดี๋ยวมันก็ดับได้ตามเหตุปัจจัย เพียงแต่แก้ให้ถูกต้องก็แล้วกัน อาการที่มีอยู่ก็เพลาๆ ลงได้สวดมนต์ภาวนาหรือทำละหมาด

    พระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ ได้บรรยายในงานมหกรรมทางจิตเมื่อปลายปีก่อนว่า การสวดมนต์ เป็นการเมตตาต่อตนเองเพราะเป็นการให้ปัจจัยที่ดีต่อตนเอง และนอกจากนั้นการสวดมนต์เป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวร (ถ้าคนที่ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร) ได้อโหสิกรรมแก่ผู้ที่เจ็บป่วยด้วย และถ้าอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์การสวดมนต์เป็นการทำให้จิตสงบเป็นหนึ่งเดียว เซลล์ได้เรียงตัวเป็นระเบียบ  ความเป็นระเบียบทำให้ร่างกายมีพลังที่จะต่อสู้กับโรคได้ และจิตที่สงบยังทำให้ร่างกายผ่อนคลาย

    เมื่อทุกอย่างผ่อนคลาย อาการทางร่างกายก็ผ่อนเบาลง พระอาจารย์ ดร.สิงห์ทนท่านมีตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายหลายรายที่มีชีวิตเกินกว่าที่แพทย์กำหนดไว้หลายปีด้วยการสวดมนต์ภาวนาและการสวดท่านบอกว่าควรสวดให้เสียงดังด้วย  อย่างผู้ป่วยมะเร็งตับคนหนึ่งที่หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่กี่เดือน แต่คนไข้กลับอยู่ได้ตั้ง 3-4 ปี และอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตด้วย

  6. คนในครอบครัวต้องใส่ใจ 

    ไม่เฉยเมย ผู้ป่วยหลายรายที่อยู่ในระยะสุดท้ายขณะที่ฉันไปเยี่ยมที่บ้าน พวกเขาเล่าให้ฟังว่า “ความเฉยเมย ความไม่รู้สึกเป็นห่วง ไม่ถามไม่ไถ่เลยว่าเป็นยังไง ต้องการอะไรเป็นความเจ็บปวดที่สุดที่ทำให้เราอยากตายมันทำให้หมดกำลังใจ จนคิดไม่ออกว่าจะอยู่ทำอะไรอีกต่อไป "ชีวิตมันไร้ค่าสิ้นดี”

    ฉันก็ขอฝากข้อความนี้ต่อให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายทุกท่านเพราะเรื่องนี้ทำให้พวกเขาเจ็บปวดจริงๆ นะคะ เจ็บจนบางคนต้องร้องไห้ออกมาทั้งๆ ที่เป็นผู้ชาย และเรื่องนี้พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะพูดกับคนในครอบครัวด้วย เพราะกลัวจะถูกหาว่าเรียกร้องมากเกินไป ไม่รู้จักปลงเสียบ้าง เท่าที่เห็นมา ถ้าครอบครัวใดที่ทุกคนในครอบครัวได้คอยถามไถ่ ดูแลสารทุกข์ทุกซอกทุกมุม จนผู้ป่วยระยะสุดท้ายรู้สึกว่าชีวิตเขายังมีคนช่วยแบ่งทุกข์ให้อยู่และไม่ได้รู้สึกว่าเขาต้องต่อสู้ตามลำพังส่วนใหญ่พวกเขาจะอยู่ได้ยืนยาวค่ะ


ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นแนวทางหลักๆ ที่คนที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายหรือที่กำลังลุกลามใช้ปฏิบัติกันเพื่อทำชีวิตให้ยืนยาว  ส่วนหลักคิดและหลักปฏิบัติอย่างอื่นที่ไม่ได้กล่าวในที่นี้  โดยเฉพาะศาสตร์ที่มาจากธรรมชาติบำบัดทั้งหลาย  ถ้าทำแล้วไม่มีอะไรเสียหาย  และดูเหมือนว่าจะทำให้ชีวิตได้ยืนยาวต่อไปอีก

 

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง