Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > การดูแลสุขภาพ ให้อายุยืนถึง 100 ปี

การดูแลสุขภาพ ให้อายุยืนถึง 100 ปี

จำนวนคนดู 860 คน | เผยแพร่เมื่อ 18 พ.ค. 2558 เวลา 17:29 น.

การดูแลสุขภาพ ให้อายุยืนถึง 100 ปี ผมไม่ได้จ่าหัวคอลัมภ์นี้ด้วยความคึกคะนอง และไม่ได้เขียนอย่างนี้เพราะรู้ว่าอาจารย์สาทิส  อินทรกำแหง  ของผมกำลังเตรียมจะฉลองอายุครบ 8 รอบ (“อายุเริ่มที่ 96” สำหรับท่านแน่นอน)
แต่ที่เขียนอย่างนี้เพราะอ่านข่าวพบว่านักวิจัยด้านสุขภาพของมนุษย์คนดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของอเมริกาที่ชื่อ Shripad Tuljapurkar ประกาศวันก่อนว่า ภายในสิบปีข้างหน้านี้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหลายทั้งปวงที่นักวิทยาศาสตร์ทางโลกตะวันตกสามารถคิดค้นมาได้จะทำให้มนุษย์สามารถต่ออายุจากปัจจุบันได้ถึง 20 ปี ซึ่งแปลว่าการฉลงอวันอายุครบ 100 ปี สำหรับคนไม่ใช่เครื่องประหลาดอีกต่อไปแล้ว

แต่ไม่ได้แปลว่าอะไรที่ดีเด่นทางวิทยาศาสตร์จะเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีในแง่สังคมด้วย เพราะคนมีอายุยืนยาวขึ้น ก็ย่อมแปลว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น กลายเป็นปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ

การดูแลสุขภาพ



และเพราะโลกนี้ไม่เป็นธรรม ประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนไม่ได้อยู่ในกติกาเดียวกัน ดังนั้นการที่วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์สามารถทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นน้ำ คนที่ได้เปรียบย่อมคือคนที่มีสตางค์ที่มีอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจ และมีเงินมีทองที่จะซื้อหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อทำให้หัวใจของตัวเองเต้นได้นานกว่าของคนยากไร้ในประเทศโลกที่สาม

หากเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดคำถามใหม่ขึ้นในสังคมโลกว่า หากวิทยาการก้าวหน้าสามารถทำให้ผู้คนมีอายะยาวนานขึ้น จะมิยิ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันหนักหน่วยขึ้นกว่าเดิมหรือ

เพราะทุกวันนี้ก็มีปัญหาหนักอกว่าด้วยความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจสำหรับผู้บริหารประเทศต่าง ๆ แล้ว เช่น กรณีคนแอฟริกันไม่สามารถจะซื้อหายารักษาโรคเอดส์ได้อย่างเสมอภาคกับคนในทวีปอื่นแล้ว

เพราะคนแอฟริกันยากไร้ และด้วยเหตุนี้เอง การระบาดของโรคร้ายเช่นเอดส์ก็ยิ่งรุนแรง และเมื่อยิ่งรุนแรงเศรษฐกิจก็ยิ่งย่ำแย่ และเมื่อยิ่งแย่ การ

ที่ทุกวันนี้ผู้คนต้องล้มหายตายจากไประหว่างอายุ 70 ถึง 80 โดยเฉลี่ย ก็จะขยับไปที่ 80 ถึง 90 จำนวนหนึ่ง และระหว่าง 90 ถึง 100 อีกจำนวนหนึ่ง

ระบาดของโรคก็ยิ่งหนัก...กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ยังมองไม่เห็นหนทางแก้ไข

เพราะเหตุนี้ การพูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพื่อให้คนมีอายุยาวนานถึง 100 ปี สำหรับแอฟริกาจึงเป็นเรื่องเพ้อฝันและไร้ความหมาย เพราะลำพังแค่เพียงจะให้เด็กเกิดมาคอดตาย และคนหนุ่มสาวสามารถเอาตัวรอดจากโรคภัยไข้เจ็บโดยไม่เสียชีวิตตังแต่อายุยังน้อยก็เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรงแล้ว

แต่นักวิทยาศาสตร์มีหน้าที่ค้นคว้าพัฒนาต่อเนื่อง ขณะที่นักสังคมวิทยาก็ต้องแสวงหาคำตอบสำหรับปัญหาของการเกิดแก่เจ็บตายไปตามหน้าที่ที่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องนั่งลงถกถึงความเหมาะควรของการสร้างโลกใหม่ที่ผู้คนมีความสุขอายุยืนยาวพอสมควร และให้มีความเสมอภาคในระดับน่าพอใจของคนส่วนใหญ่ของโลก

หากพิจารณาเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์การค้นพบวิธีการที่จะให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นในอนาคตอันใกล้ก็อาจจะทำให้จำนวนประชากรโลกก้าวกระโดดไปอย่างน่ากลัว (เพราะคนตายยากขึ้นขณะที่อัตราการเกิดไม่ได้ลดลงตามสัดส่วนของคนไม่ยอมหยุดหายใจ)

ทุกวันนี้ ประเมินกันว่าประชากรทั้งโลกมีอยู่ประมาณแปดพันล้านคน

ถ้าหากการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์เดินหน้าไปอย่างไม่ลดละ และสามารถแสวงหาวิธีการต่ออายุคนได้อย่างมีนัยสำคัญ ประมาณกันว่าภายในระหว่างปี ค.ศ.2010 ถึง ค.ศ. 2030 หรือจากนี้ไปอีก 4 ถึง 24 ปี เราจะมีเพื่อนร่วมโลกอยู่ระหว่าง10 ถึง 11 พันล้านคน

แปลว่าเราต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดขึ้น และวิถีชีวิตของคนก็จะต้องปรับเปลี่ยนกันไปอย่างมาก เพราะคนแก่จะมีจำวนมากขึ้น และวิถีชีวิตของคนในเมืองและนอกเมืองก็จะเปลี่ยนไปอย่างมาก

เมื่อคนแก่มีมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะปรับโฉมไป เพราะธุรกิจที่ทุกวันนี้มุ่งเน้นไปทางบริหารให้กับคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ ก็จะเริ่มมองหาหนทางที่จะผลิตสินค้าและบริการให้กับคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ ก็จะเริ่มมองหาหนทางที่จะผลิตสินค้าและบริหารให้กับคนอายุ 60, 70, 80, 90 และใกล้ ๆ 100มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ที่ทุกวันนี้ผู้คนต้องล้มหายตายจากไประหว่างอายุ 70 ถึง 80 โดยเฉลี่ย ก็จะขยับไปที่ 80 ถึง 90 จำนวนหนึ่ง และระหว่าง 90 ถึง 100 อีกจำนวนหนึ่ง

คนไทยมีสิทธิจะได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ได้เช่นกันแต่ก็เฉพาะคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น แม้ทุกวันนี้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคก็มีประเด็นเรื่องคนมีสตางค์กับคนมีสตางค์น้อยกว่าได้รับบริการทางการแพทย์แตกต่างกันมากน้อยเพียงใดอยู่แล้ว

หากเกิดบริการสำหรับคนมีสตางค์เพื่อให้อายุยืนยาวขึ้น และจำเป็นต้องใช้เงินใช้ทองจำนวนไม่น้อยเพื่อให้ได้มาซึ่งบริหารเช่นนี้ ก็หนีไม่พ้นจะต้องเกิดคำถามว่าใครบ้างที่จะได้ประโยชน์ และใครบ้างที่รู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมนั้น

เอาเป็นว่า ถ้าเราเป็นชาว “ชีวจิต” ก็จะพยายามดูแลสุขภาพทั้งกายใจด้วยวิธีการธรรมชาติมากที่สุด เพื่อจะได้ชีวิตที่ยืนยาวโดนไม่จำเป็นต้องเสียเงินเสียทองมากเกินความจำเป็น

และที่สำคัญ สำหรับชาวชีวจิตแล้วจะอยู่ถึง 100 หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าทุกวันของการดำรงชีวิตนั้นขอให้มี “เย็นโล่งโปร่งสนุกสบาย”

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง