Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > โรคหัวใจ อาการบ่งชี้และสัญญาณของโรคหัวใจ

โรคหัวใจ อาการบ่งชี้และสัญญาณของโรคหัวใจ

จำนวนคนดู 318 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 15:46 น.

โรคหัวใจ สัญญาณและอาการบ่งชี้ของโรคหัวใจ ขณะที่เรานั่ง ยืน เดิน นอน หรือทำกิจการใด ๆ ก็ตาม จะมีใครคิดบ้างหรือว่ามีอวัยวะสำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ได้ทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลาที่จะให้เราดำเนินกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วยดี อวัยวะต่าง ๆ หลายอย่างที่ต้องการพักผ่อนอยู่นิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือหยุดการปฏิบัติงานชั่วคราวในระหว่างที่เรานอนหลับ แต่อวัยวะนี้หาได้หยุดทำหน้าที่ไม่ ยังคงปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตน อวัยวะที่ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นที่เจ้าของร่างกายเป็นทารกอยู่ในครรภ์ไปจนกระทั่วคลอด เจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาวไปจนชราภาพ จะหยุดทำงานลงเมื่อร่างนั้นตายลงเท่านั้น อวัยวะที่กล่าวมานี้ก็คือ หัวใจของคนเรานั่นเอง

เมื่อกล่าวถึงหัวใจ แทบทุกคนก็คงทราบถึงรูปร่างขนาด และหน้าที่อย่างคร่าว ๆ มาตั้งแต่เรียนวิชาการรักษาตัวหรือที่เรียกกันว่าวิขาสรีรศาสตร์และสุขวิทยา เราท่องกันมาอย่างขึ้นใจทีเดียวว่า หัวใจอยู่ทางเบื้องซ้ายของทรวงอก รูปร่งคล้ายดอกบัวตูม ขนาดคราวกำปั้นมือของเจ้าของ ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย ดูเหมือนส่วนมากความรู้ของเราก็สิ้นสุดแค่นั้นเอง เพราะไม่มีใครได้สอนต่อ หรือเราขาดการสนใจเสียเท่านั้น

ก่อนที่จะกล่าวถึงโรคหัวใจตามที่ตั้งใจนี้ เพื่อที่จะให้ผู้สนใจได้ทราบเป็นเครื่องประดับความรู้ และเข้าใจในเรื่องโรคที่จะกล่าวแล้วก็ใคร่ที่จะได้พูดเรื่องหัวใจของคนเราต่อย่อ ๆ เสียก่อน

หัวใจเป็นอวัยวะที่สูบฉีดโลหิตไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่มีเครื่องสูบฉีดใด ๆ ที่มีสมรรถภาพพอจะเทียบได้กับหัวใจเลย หัวใจสามารถทำงานโดยไม่มีการหยุดยั้นได้นับ 100 ปี หรือตามอายุขัยของเจ้าของทีเดียว ไม่แต่เท่านั้น หัวใจเป็นอวัยวะที่นับได้ว่าทรหดมิใช่เล่น แม้ลิ้นหัวใจจะรั่วหรือตีบแคบลง กล้ามเนื้อของหัวใจจะบวมหรือตายลงบางส่วน หัวใจก็ยังทำงานต่อไปไม่หยุดยั้งจนกว่าจะหมดแรงหมดกำลังของตน นับได้ว่าธรรมชาติได้สร้างอวัยวะที่ประหลาดพิสดารอวัยวะหนึ่งให้แก่ร่างกาย

หัวใจอยู่ในช่องของทรวงอกระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง มีเยื่อหุ้มบาง ๆ หุ้มอยู่โดยรอบ ภายในจะมีน้ำอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นการหล่อลื่นไม่ให้หัวใจเสียดสีกับถุงหุ้มนั้นในเวลาที่หัวใจมีการบีดรัด และคลายตัว หรือที่เรียกว่า หัวใจเต้น



หัวใจแบ่งออกได้เป็น 2 ซีก คือ ซีกขวาและซ้าย แต่ละซีกแบ่งออกป็น 2 ช่อง คือ ช่องบนและช่องล่าง ช่องบนทั้ง 2 ซีก เรียกว่าออริเคิลขวาและซ้าย ช่องล่างเรียกเว็นตริเคิลขวาและซ้าย

ออริเคิลและเว็นตริเคิลแต่ละข้าง ต่างก็มีช่องทางติดต่อกัน โดยมีลิ้นหัวใจคอยปิดเปิดเป็นการกั้นไมให้เลือดไหลกลับในเวลาที่เว็นตริเคิลบีบตัว เพื่อดันให้เลือดไปสู่วงจรโลหิต

หัวใจซีกขวา ทำหน้าที่รับเลือดที่ใช้แล้วจากทั่วร่างกาย เพื่อสูบฉีดไปสู่ปอดทั้ง 2 ข้าง ให้เลือดผ่านปอดไปรับออกซิเจนที่ปอดและขับถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ที่เสียออกทิ้งที่ปอดนั้น เพื่อเป็นเลือดที่ดีใหม่ เลือดที่มีออกซิเจนดีพอแล้วจะไหลกลับมาสู่ออริเคิลซ้าย ลงสู่เว็นตริเคิลซ้ายแล้วหัวใจก็บีบตัวดันเลือดไปสู่ร่างกายทั่วไป วนเวียนกันเป็นวงจรเช่นนี้ตลอดไปเรื่อย

ท่านเคยนึกบ้างไหมว่า เลือดของเราเวลาที่ไหลวนเวียนจนเป็นวงจรครบถ้วนนั้นใช้เวลาอันรวดเร็วมาก ถ้าสมมุติว่าเลือดจำนวนหนึ่งเริ่มต้นที่หัวใจซีกซ้าย ถือว่าเริ่มต้นที่เว็นตริเคิลซ้าย ผ่านไปสู่ร่างกายที่ต่าง ๆ โดยการเริ่มผ่านจากเส้นเลือดใหญ่ และผ่านแขนงต่าง ๆ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งในที่สุดเป็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่มีขนาดเล็กมากเพียงเม็ดเลือดแดงผ่านได้ตามทางนี้ทีละเม็ดเรียงกันไปเท่านั้น แล้วก็ผ่านสู่เส้นเลือดดำใหญ่ ไหลกลับเข้าสู่ออริเคิลขวา ลงสู่เว็นตริเคิลขวา ถูกหัวใจบีบตัวไหลไปสู่ปอด กลับจากปอดมาสู่ออริเคิลซ้าย แล้วไหลลงสู่เว็นตริเคิลซ้าย นับเป็นครบวงจรการเดินทาง เวลาที่ใช้เดินทางครบวงจรราว 21 วินาที เท่านั้น

หัวใจจะทำหน้าที่บีบตัวแล้วคลายตัวเช่นนี้เป็นจังหวะนั้น เราเรียกว่า หัวใจเต้น ในเวลาที่หัวใจบีบตัวจะเป็นระยะที่หัวใจสูบฉีดเลือดที่อยู่ในหัวใจออกไป กล่าวคือซีกซ้ายก็จะสูบเอาเลือดแดงผ่านไปเลี้ยงร่างกาย ซีกขวาก็จะสูบเอาเลือดดำไปสู่ปอด ในระยะที่คลายตัวก็เป็นเวลาที่หัวใจสูบเอาเลือดเข้ามาสู่หัวใจ กล่าวคือ ซีกขวาก็จะมีเลือดที่ร่างกายใช้แล้วไหลกลับมาสู่ ซีกซ้ายก็เป็นเลือดที่ได้รับออกซิเจนจากปอดเป็นเลือดดีแล้วกลับคืนมา การเต้นของหัวใจนี้เอง เราจึงพบว่า มีการเต้นของเส้นเลือดแดงตามที่ต่าง ๆ ด้วย การเต้นของเส้นเลือดแดงตามที่เรียกว่าชีพจร ที่นิยมคลำก็คือบริเวณข้อมือด้านฝ่ามือ ใต้โคนหัวแม่มือลงมาเล็กน้อย ตำแหน่งอื่น ๆ ที่พอจะคลำชีพจรได้ก็อาจมีได้อีก เช่น ที่ด้านข้างคอทั้งสองข้าง ใต้คางทั้งสองข้าง ขมับ ขาหนีบ หลังเท้า และหลังตาตุ่มด้านใน ซึ่งบริเวณเหล่านี้ เป็นบริเวณที่เส้นเลือดแดงมาอยู่ใกล้ ๆ กับส่วนผิวของร่างกาย จังหวะของการเต้นของหัวใจ (หรือชีพจร) มีอัตราแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล อายุ สิ่งแวดล้อม อารมณ์หรือการออกกำลังกายใด ๆ ตามปกติแล้วจังหวะการเต้นของหัวใจประมาณ 70 – 80 ครั้งต่อนาที

สิ่งที่จะลืมมิได้ก็คือ หัวใจก็เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นหัวใจก็ย่อมต้องการอาหาร ต้องการออกซิเจน และต้องการทุกสิ่งทุกอย่างที่อวัยวะต่าง ๆ ต้องการเหมือนกัน กล้ามเนื้อของหัวใจจึงได้รับสิ่งที่ต้องการนี้ โดยทางเส้นเลือดที่แยกแขนงออกมาจากเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจนั่นเอง

และด้วยเหตุนี้ เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจก็เหมือนกับเส้นเลือดตำแหน่งอื่น ๆ กล่าวคือ อาจเกิดการผิดปกติขึ้นและทำให้เกิดอาการของโรคได้ โรคที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การตีบตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจนี้

โรคของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจเกิดอุดตันขึ้นนี้ ปรากฎว่าจะได้พบบ่อย ๆ เหมือนกัน ก่อนอื่นควรจะทราบว่า เส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจนี้มีลักษณะผิดกับเส้นเลือดที่ไปสู่อวัยวะอื่นอยู่ 2 ประการ ประการแรกเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจนั้น จะเป็นเส้นเลือดที่มาสุดลงที่หัวใจเป็นเส้น ๆ ไป กล่าวคือ แต่ละแขนงที่แยกออกไปจากแขนงใหญ่นั้นไม่เคยติดต่อเกี่ยวประสานซึ่งกันและกัน ดังเส้นเลือดของที่อื่น ๆ พูดอย่างนี้บางทีท่านผู้อ่านไม่เข้าใจ เพราะหลับตามองไม่เห็นภาพ ใคร่จะเปรียเทียบให้เข้าใจดีขึ้น โดยเปรียบเอาว่า ถ้าเส้นเลือดเป็นรางรถไฟ ตัวรถไฟเป็นเลือดที่เคลื่อนจากหัวใจ คือ สถานีรถไฟ ที่ชุมทางรถไฟ ซึ่งมีรางสับหลีกกันขวักไขว่นั้น ถ้าหากว่าเกิดรางใดรางหนึ่งชำรุดนั้น รถไฟวิ่งไปทางนั้นไม่ได้ ก็อาจเปลี่ยนรางใหม่วิ่ง และรางรถไฟใหม่นี้ก็ติดต่อกับรางที่ชำรุด โดยต่อกันที่ตรงหนือที่ชำรุดนั้นขึ้นไป รถไฟก็วิ่งไปที่จุดหมายได้ การวางรางเช่นนี้ คล้าย ๆ กับเส้นเลือดที่ไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ส่วนเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเป็นรางเดียวที่แยกกันออกไปจากสถานี เช่น รางรถไฟสายเหนือแยกไปทางเหนือ สายอีสานก็แยกไปสู่สายอีสาน สายเดี่ยวอย่างนี้ถ้าเกิดรางขาดชำรุด รถไฟก็จะไปทางเหนือหรืออีสานนั้นไม่ได้ สินค้าขนส่งไปคือทางเหนือหรืออีสานที่ทางชำรุดนั้น ก็ไม่ได้รับสินค้าที่ที่รถไฟจะนำขนส่งไปให้ ฉะนั้น ถ้าหากเส้นแขนงใดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจที่ใดเสียไป ก็ไม่มีเลือดไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจที่แขนงเสียไปนั้นไปเลี้ยงได้เลย ส่วนเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ๆ แขนงเล็ก ๆ ติดต่อผูกพันกัน ถ้าหากแขนงเล็กเส้นใดเส้นหนึ่งเสีย ก็ยังมีทางเลือดจะมาจากเส้นแขนงอื่น ๆ ได้

ประการที่สองก็คือ กล้ามเนื้อของหัวใจนั้นย่อมจะต้องมีการบีดบตัวและคลายตัวอยู่ตลอดเวลา นั้นคือเป็นการเต้นของหัวใจ ดังนั้นเวลาที่หัวใจบีบตัวเพื่อขับเลือดออกไปนั้น กล้ามเนื้อของหัวใจย่อมจะหดรัดตัว ทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจนั้นตีบลงด้วย และเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจก็ตอเมื่อเวลาหัวใจคลายตัวเท่านั้น ไม่แต่เท่านั้น แรงดันโลหิตในเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจนี้ ก็ยังต่ำกว่าในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนอื่น ๆ

โดยเหตุนี้ถ้าลองนึกดูว่า หากจะมีเหตุใดก็ตาม ทำให้ช่องทางของเส้นเลือดนี้ตันลงหรือแม้แต่เพียงตีบแคบลงไป จะมีเหตุอย่างใดขึ้น แน่นอนเหลือเกิน จำนวนเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเองก็ย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลงไป กล้ามเนื้อหัวใจก็ย่อมจะขาดอาหารและขาดออกซิเจนไปด้วย

มีลักษณะหนึ่งที่เส้นเลือดหัวใจนั้นคล้ายกับเส้นเลือดอื่น ๆ ก็คือ การเกิดเส้นเลือดแข็งขึ้น ซึ่งปรากฏเสมอไปเมื่อคนย่างเข้าสู่วัยชรา โดยจะมีแร่ธาตุพวกแคลเซี่ยมไปเกาะตกตะกอนขึ้นที่ผนังของเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดไม่อาจขยายตัวและหดตัวได้เหมือนกับเส้นเลือดตามปกติ แต่กลับทำให้ช่องรูของเส้นเลือดนั้นเล็กลงไปอีก ไม่แต่เท่านั้นการเกิดมีเส้นเลือดแข็งนี้ ก็มักทำให้เกิดมีเลือดภายในเส้นเลือดนั้นเกิดแข็งเป็นลิ่มขึ้น โดยไม่มีเลือดผ่านไปได้อีกเลยหรือผ่านได้ก็จำนวนน้อยมาก

การเกิดการตีบตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจนี้ นอกจากเป็นผลจากการเกิดเส้นเลือดแข็ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าวัยชราดังกล่าวแล้ว ยังมีโรคอื่น ๆ เป็นเหตุให้อีก เช่น กามโรคของเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ออกไปจากหัวใจ ซึ่งถ้าหากเป็นขึ้นตอนใกล้ทางแยกออกมาของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจแล้ว ก็ย่อมทำให้เกิดการอุดตันได้เหมือนกัน

ปัจจุบันเชื่อกันว่า การมีคอเลสเตอรอลมากในกระแสเลือดเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มีเส้นเลือดของหัวใจแข็งและตีบตันได้

การขาดเลือดมาเลี้ยงหัวใจนี้ ย่อมจะทำให้เกิดผลร้ายขึ้น กล้ามเนื้อส่วนใดที่มีเส้นเลือดที่เกิดการตีบตันนั้นมาเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนนั้น เมื่อขาดอาหารก็ย่อมจะตายลงและต่อมาเกิดเป็นเยื่อพังผืดขึ้นแทน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสมรรถภาพของหัวใจก็ย่อมจะน้อยลงไปมาก แต่หัวใจจะต้องทำงานให้ได้เท่าเดิม เพราะร่างกายต้องการจำนวนเลือดที่มาเลี้ยงคงที่ตลอดไป และถ้ายิ่งต้องออกแรงมากในการยืน เดิน หรือทำงาน ร่างกายก็ยิ่งต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น ๆ ตามส่วนของการที่ออกแรงนั้น ฉะนั้น หัวใจก็จำเป็นต้องออกแรงหนักเพิ่มขึ้น โดยใช้กล้ามเนื้อส่วนที่ยังดีอยู่ทำหน้าที่ การที่ต้องทำงานมากขึ้นของหัวใจนี่เอง จะปรากฏอาการอย่างหนึ่งที่สำคัญมากขึ้น เป็นการบอกกล่าวเจ้าของหัวใจนั้นรู้ตัวว่า จะต้องพักผ่อน กล่าวคือ อาการ “เจ็บหัวใจ” (หรือเรียกว่า แอนไจนาเพ็คตอริส)

โรคหัวใจ



อาการเจ็บหัวใจหรือแอนไจนาเพ็คตอรีส
เป็นอาการอย่างหนึ่งที่จะพบได้บ่อย ๆ ในโรคหัวใจ ที่เกิดจากการบีดรัดตัวหรือการตีบตัวลงของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดขึ้นอย่างรุนแรงมากที่หน้าอกเบี้ยงซ้าย จะมีการเจ็บแผ่ขึ้นไปสู่บริเวณคอ คาง หรือบาครั้งไปสู่ต้นแขน

การเจ็บบริเวณหัวใจดังกล่าวนี้ มักจะพบว่าเกิดขึ้นในเมื่อผู้ป่วยนั้นออกกำลังมาก ๆ ตื่นเต้นมาก ๆ หรือเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอารมณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดอารมณ์โกรธเกลียดชังหรืออารมณ์ของความอิจฉาริษยาใด ๆ ก็ตาม บางคนปรากฏอาการนี้ขึ้นเมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ

โดยที่สาเหตุของการเจ็บหัวใจนี้ ประมาณร้อยละ 90 ทีเป็นผลเนื่องจากเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจนั้นแข็งดังกล่าว ฉะนั้นจึงมักปรากฏอาการนี้ขึ้นในผู้ป่วยเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา คือ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สำหรับคนหนุ่มสาววัย 30 – 40 ปี ก็อาจมีได้แต่ก็พบน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าในชายมากกว่าหญิงถึง 5 เท่า

ในผู้ป่วยที่มีโรคแรงดันโลหิตสูงและเบาหวานร่วมอยู่ด้วย อาการเจ็บหัวใจนี้ปรากฏว่ามีได้ง่ายและเกิดขึ้นบ่อย ๆ
อาการของการเจ็บหัวใจเป็นอย่างไร
อาการเจ็บหัวใจนี้ เมื่อเริ่มต้นขึ้นจะเจ็บปวดขึ้นอย่างทันที โดยไม่รู้สึกหรือมีอาการอย่างใดแสดงล่วงหน้ามาก่อน ตำแหน่งที่เจ็บโดยมากมักเริ่มที่ใต้กระดูกหน้าอกหรือบริเวณหัวใจ อาจเจ็บปวดอยู่เฉพาะที่ตำแหน่งดังกล่าวนี้ หรือแผ่นไปถึงคอ ไหล่ ต้นแขน หรือหลังข้างซ้ายก็ได้ ลักษณะการเจ็บปวดนี้มีได้แปลก ๆ ไป แล้วแต่ผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ปวดตื้อ ๆ ปวดหนัก ๆ ปวดเหมือนถูกบีบเค้นอย่างรุนแรง ฯลฯ ซึ่งส่วนมากผู้ป่วยเองมักบอกลักษณะของอาการเจ็บปวดนี้ไม่ถูกว่ามีลักาณะเช่นไร ในระหว่างที่เกิดอาการเจ็บหัวใจนี้ ความเจ็บปวดจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อรับประทานอาหาร เมื่อออกแรงเพียงเดิน เมื่ออากาศเย็นจนหนาวสั่นหรือเกิดอาการตื่นเต้นและการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์

อาการเจ็บปวดครั้งหนึ่ง ๆ จะมีได้นานตั้งแต่ 5 – 15 นาที

เมื่อเกิดอาการเจ็บหัวใจนี้ขึ้นมา ความรู้สึกของผู้ป่วยจะรู้สึกตัวเหมือนกับว่าตนจะตายลงในขณะนั้น มีอาการเป็นลมหน้ามืด แต่ไม่ถึงหมดความรู้สึก ใบหน้าจะมีสีคล้ำ ๆ เทา ๆ มักเอามือกดหรือลูบบริเวณหน้าอก แน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยออก และอ้าปากเพื่อหายใจทางปาก บางรายมีคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ตัวเย็นชืดเราอาจแบ่งพวกผู้ป่วนนี้ออกเป็น 3 พวก ตามระยะของโรคที่เป็นดังนี้

พวกที่ 1 เป็นพวกที่จะเกิดอาการเจ็บหัวใจขึ้น ต่อเมื่อออกแรงทำงานมาก ๆ หรือเมื่อเกิดอารมณ์ผิดปกติอย่างรุนแรงขึ้น เมื่อได้หยุดพักและให้ยาที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัวเพียงเล็กน้อย ก็หายไปได้

พวกที่ 2 เป็นพวกที่เจ็บหัวใจขึ้น เมื่อเพียงแต่ออกแรงเล็กน้อยหรือเกิดอารมณ์ผิดปกติแต่เพียงเล็กน้อย เป็นระยะที่เริ่มอาการรุนแรงขึ้น พวกนี้ยังอาจทำให้ทุเลาลงได้ โดยให้พักและใช้ยาขยายเส้นเลือด แต่ไม่หายลงโดยรวดเร็วเหมือนพวกแรก

พวกที่ 3 เป็นพวกที่มีอาการหนัก อากาตเจ็บหัวใจเกิดขึ้นแม้แต่จะอยู่นิ่ง ๆ และเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ เวลาที่เกิดอาการเจ็บหัวใจก็เจ็บอยู่นาน เจ็บอย่างรุนแรง และการใช้ยาขยายเส้นเลือดไม่ได้ผลหรือได้ก็น้อยมาก บางครั้งจำเป็นต้องระงับอาการปวดเจ็บด้วยการใช้มอร์ฟิน

อาการเจ็บหัวใจนี้ ถ้าหากพบว่ายังมีต่อไปโดยเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจยังคงตีบตันแล้ว ผู้ป่วยจะถึงแก่ความตายได้ โดยหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง แต่ถ้าเส้นเลือดคลายการบีบรัดตัว อาการต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ทุเลาลง

การตายของผู้ป่วย เป็นผลจากหัวใจวายเฉียบพลัน
ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีอาการเจ็บหัวใจ

พึงสำนึกว่า อาการเจ็บหัวใจนี้ เป็นอาการที่บอกกล่าวให้ท่านทราบว่าท่านเป็นโรคหัวใจอย่างหนึ่ง

2.แพทย์เท่านั้นที่จะวินิจฉัยโรค และช่วยเหลือท่านให้ทุเลาหรือหายได้ การตามแพทย์มาตรวจขณะเกิดอาการ หรือไปปรึกษาแพทย์ เมื่ออาการทุเลาลงแล้วเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

3.เมื่อเกิดอาการขึ้น ผู้ป่วยไม่ควรเคลื่อนไหว หรือนำไปที่ใดให้นอนในท่านั่งพิงเอาไว้จนกว่าแพทย์จะมาถึง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายโดยการห่มผ้า หรือวางกระเป๋าน้ำร้อน

เสื้อผ้าที่ตำแหน่งใดคับเกินไป ควรคลายให้หลวม เช่น บริเวณคอ หน้าอก บริเวณเข็มขัด ฯลฯ

5.ผู้ให้การพยาบาลจะต้องคอยเอาใจใส่ ปลอดโยนให้คลายจากความวิตกเพราะผู้ป่วยเองมักจะอยู่ในอารมณ์ของการกลัวว่าตนจะตายเป็นที่สุด คอนแนะนำอย่าให้ผู้ป่วยดิ้นรนกระวนกระวายนัก เพราะอาการจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

6.ถ้าเคยเป็นมาบ่อยแล้ว แพทย์มักจะแนะนำยาประจำสำหรับใช้ทันทีเมื่อปรากฎอาการขึ้น (ยาพวกนี้ เช่น ไนโตรกีลย์เซอรีน หรืออะมีย์ลไนไตรท์) ถ้าเช่นนั้นแล้วควรใช้ยานั้นได้ทันที

7.ผู้ป่วยเองต้องฝึกตนเอง ให้ระงับในการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ต่าง ๆ เมื่อทุเลาจากอาการแล้ว เลิกความโลภ ตื่นเต้น ความโกรธ หรือความอิจฉาริษยาใด ๆ ทั้งสิ้น

ติดต่อกับแพทย์และขอคำแนะนำอยู่เสมอ

หัวใจวาย
คำว่าหัวใจวายนี้ปัจจุบันจะได้ยินกล่าวถึงเสมอ ความจริงหัวใจวายไม่ได้เกิดขึ้นจากเฉพาะโรคใดโรคหนึ่งของหัวใจ เหตุที่ทำให้หัวใจวายนั้น เป็นผลสุดท้ายของโรคหัวใจ หรือสาเหตุต่าง ๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน

ที่ว่า “หัวใจวาย” นั้น ความหมายอยู่เพียงว่า หัวใจเองหมดสมรรถภาพที่จะสูบฉีดเลือดไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ตามปกติเท่านั้นเอง จึงมักจะปรากฏเป็นผลสุดท้ายของโรคต่าง ๆ และเป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยใกล้จะถึงความตายนั่นเอง
อาการหัวใจวาย
อาการที่ปรากฏขึ้นเมื่อหัวใจวายจะมีได้ดังนี้

1.หอบเหนื่อย อาการนี้ในตอนแรก ๆ จะปรากฏขึ้นเมื่อผู้ป่วยต้องออกแรง ความจริงคนธรรมดาอาจหอบเหนื่อยได้เมื่อทำงานหนักหรือออกแรงมาก ๆ จะถือเอาว่าผู้นั้นเป็นโรคหัวใจไม่ได้ อาการหอบเหนื่อยในโรคหัวใจนั้นหมายถึงว่า จะเกิดหอบเหนื่อยง่ายชั่วแต่เพียงออกกำลังตามธรรมดาที่ตนเคยทำได้ หรือถ้าหากอาการมาก ๆ เพียงชั่วแค่เดินในระยะใกล้ ๆ ก็เหนื่อยหรือยิ่งไปกว่านี้เพียง 3 – 4 ก้าว ก็หอบเหนื่อยแล้ว

เมื่ออาการหัวใจวายมีมากขึ้น อาการหอบเหนื่อยนี้ยังปรากฏชัดขึ้นเพียงแต่อยู่นิ่ง ๆ ก็เหนื่อย และมักจะต้องลุกขึ้นนั่งลงหอบตลอดเวลา

แน่นหน้าอก
รู้สึกหัวใจเต้น

4.บวม อาการนี้ตอนแรก ๆ ผู้ป่วยเองก็มักจะสังเกตตนว่ารองเท้าของตนเองคับกว่าธรรมดา หรือข้อเท้าบวม บวมในตอนเย็น ๆ ในตอนเช้าอาการบวมนี้ยุบหายไป ระยะท้าย ๆ อาการบวมมักปรากฏทั้งตัว

5.ไอ มักปรากฏขึ้นเนื่องจากการมีเลือดคั่งมากในปอด โดยมีการไหลเวียนของเลือดนั้นช้าลง บางรายอาจไอเป็นเลือดออกมาด้วย

เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียน
ตับโต เนื่องจากเลือดคั่งอยู่มาก

8.อาการทางสมอง เป็นผลจากเลือดไปสู่สมองน้อยลง เพราะหัวใจไม่อาจสูบฉีดเลือดไปได้ตามปกติ อาการทางสมองนี้มักจะปรากฏระยะท้าย ๆ ผู้ป่วยอาจมีอาการกระสับกระส่าย บางรายมี ซึม หมดสติ เพ้อ ฯลฯ

อาการต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนี้ เป็นอาการที่เกิดขึ้นในรายที่มีหัวใจวายทีละน้อย หรือหัวใจวายเรื้อรัง ยังมีอาการหัวใจวายอีกอย่างหนึ่งที่จะได้ยินอยู่บ่อย ๆ ก็คือ “หัวใจวายเฉียบพลัน”
หัวใจวายเฉียบพลัน
หัวใจวายเฉียบพลันนี้ หมายถึง การที่กล้ามเนื้อหัวใจหมดสมรรถภาพที่จะทำหน้าที่ได้อย่างทันทีทันใด การเกิดหัวใจวายเฉียบพลันนี้ ก็มักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจมาก่อนแล้ว ในผู้สูงอายุนั้น ส่วนมากจะปรากฏขึ้น โดยมากเนื่องจากเป็นโรคหัวใจที่เกี่ยวกับการมีเส้นเลือดแข็ง ทำให้เกิดมีการคั่งของเลือดในปอดมาก และไม่มีเลือดพอเพียงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาการจะปรากฏขึ้นมาทันที กล่าวคือ หายใจขัดหรือหอบ ไอ นอนไม่ลง ถ้าหากนอนจะหายใจไม่ออก และอาจจะหมดสติไปทันที ทั้งนี้ลักษณะอาการของผู้ป่วยก็ดูสมบูรณ์ปกติตลอดมาก่อน

ดังนี้ อาการต่าง ๆ ของโรคหัวใจซึ่งกล่าวไว้ข้างบน จึงอาจไม่ปรากฏในผู้ป่วยที่มีหัวใจวายเฉียบพลันขึ้นมาก่อนก็ได้
จะให้การช่วยเหลืออย่างไรในผู้ป่วยที่มีหัวใจวายเฉียบพลัน
ความจริง มีวิธีที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยนี้ได้น้อยเต็มที่ ผู้ที่พบเห็นญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัว มีวิธีช่วยที่ดีที่สุดอยู่ก็คือการตามแพทย์ให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้และระหว่างนั้นให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบายที่สุดเท่านั้น

1.ให้คิดไว้เสมอว่า อาการที่ปรากฏขึ้นอาจเป็นอาการของหัวใจวายเฉียบพลัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ใกล้เคียงที่สุดโดยด่วน อย่ามัวรอเวลาในการพยาบาลกันเองหรือรอดูอาการต่อไปก่อน

ให้ผู้ป่วยนอนลง และท่าที่เหมาะสมที่สุด คือ ท่านอน พิงราบ ๆ
อย่านำผู้ป่วยเคลื่อนที่ไปที่ใดทั้งสิ้น จนกว่าแพทย์จะได้ตรวจและให้คำแนะนำแล้ว
โรคหัวใจ ได้ทำลายชีวิตคนเราลงในปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก
โรคหัวใจ มีหลายชนิดด้วยกัน เพราะสาเหตุของโรคหัวใจมีหลายอย่าง
โรคหัวใจ จะทราบได้เมื่อทำการตรวจและรักษาได้โดยถูกต้องแพทย์ผู้ชำนาญโดยเฉพาะ

พึงทราบเถิดว่า
4.อย่าลืมว่า ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอาจเกิดหัวใจวายลงเมื่อใดก็ได้ เขาอาจนั่งคุยกับท่านอย่างสนุก แต่เพียงพ้นมาจากท่านชั่วไม่กี่นาที เขาอาจเสียชีวิตไปแล้ว

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง