Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > อาหารเสริม วิตามินและแร่ธาตุนั้นสำคัญแค่ใหน?

อาหารเสริม วิตามินและแร่ธาตุนั้นสำคัญแค่ใหน?

จำนวนคนดู 726 คน | เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2558 เวลา 19:53 น.

อาหารเสริม - วิตามิน ตอนนี้คงจะทำท่าเหมือนจะออกนอกเรื่องไปหน่อยแล้ว แต่ก็โปรดอย่าหาว่าผมกำลัง “เตะถ่วง” เลยครับ ผมอยากจะขอเวลาอธิบายถึงความสำคัญของวิตามินสักนิด เพราะขณะนี้ถูกถามกันหนาหูเหลือเกิน โดยเฉพาะตอนหลังสุดที่ผมไปร่วมจัดคอร์สที่ภูเก็ตเมื่อปลายเดือนเมษายน คำถามนั้นคือว่า
“เรื่องวิตามิน-วิตามินนี่ อีกนานไหมกว่าจะจบ”

ฟังแล้วก็ค่อนข้างจะหนาว รู้สึกเหมือนว่าผู้ที่ถามกำลังจะเบื่อว่าวิตามินที่เขีนนี้ยาวเกินไปแล้ว และก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างเหลือเกิน แต่กลับมาเขียนราวกับว่าเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โต

จริง ๆ แล้วสำคัญมากครับ และก็จะต้องเป็นเรื่องยาวมากด้วย หมดจากเรื่องวิตามินแล้ว ยังจะต้องต่อเรื่องแร่ธาตุ แล้วตามด้วยเรื่อแอมิโนแอซิดอีก จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องยาว ๆ ต่อกันถึงสามตอน

เรื่องสามตอนนี้รวมกันแล้วอยู่ในวิชาที่เรียกว่า ORTHOMOLECULAR ซึ่ง ดร.ไลนัส พอลลิ่ง อาจารย์ทางเคมีฟิสิส์เป็นคนเริ่มต้นวิชานี้ตั้งแต่ปี 1950 อาจารย์ไลนัส พอลลิ่ง ผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง ผมเคยเขียนถึงอาจารย์ไลนัส พอลลิ่ง ไว้อย่างละเอียดใน “ชีวจิต”ฉบับต้น ๆ ใคร ๆ ที่แปลกใจว่าทำไมเรื่องของวิตามินจึงได้ยาวนัก ให้ลองพลิกกลับไปอ่านดูเล่มเก่า ๆ ครับแล้วจะเข้ใจว่าทำไมเรื่องของ ORTHOMOLECULAR จึงได้ยาวนัก

อาหารเสริม



ORTHOMOLECULAR เป็นภาษากรีกแยกออกเป็นสองคำ ORTHO แปลว่าถูกต้องหรือปกติ แต่ในภาษาเคมีหมายถึง กลุ่มของสารซึ่งเป็นกรดและไม่ใช่กลุ่มโลหะและในขณะเดียวกันก็มีปริมาณ OH ของอะตอมแต่ละตัวมากที่สุดด้วย ส่วน MOLECULAR หมายถึงเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันของโมเลกุล

ขยายความอีกทีให้เป็นภาษาชาวบ้านพอเข้าใจง่ายขึ้น แปลว่าเป็นเรื่องทางชีวเคมีของวิตามิน แร่ธาตุ และแอมิโนแอซิด และเมื่อมารวมกับการรักษาการเจ็บไข้ได้ป่วย ในด้านการแพทย์ปัจจุบัน ก็รวมเอาการรักษาความผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจเข้าไว้ด้วย

การรักษาการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยวิธี ORTHOMOLECULAR นี้จะต้องเน้นที่การไขความผิดปกติ การปรับความผิดปกติให้เกิดความสมดุลของร่างกายด้วยการใช้วิตามิน แร่ธาตุ แอมิโนแอซิด และปรับสารอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันของร่างกายให้เป็นปกติด้วย คนไข้ก็จะหายจากการป่วยไข้นั้น ๆ

อาจารย์โจนาธาน ไรท์ ซึ่งเป็นแพทย์รุ่นหลังและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ORTHOMOLECULAR คนหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า

“ร่างกายของเรานั้นโดยกว้าง ๆ ประกอบไปด้วยน้ำ ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และสารอื่น  ในกลุ่มเดียวกัน เมื่อเราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย จึงเป็นการถูกต้องที่จะมาพิจารณาดูว่าเกิดการผิดปกติของสารต่าง ๆ เหล่านี้ในร่างกาย แล้วแก้การผิดปกติของสารต่าง ๆ ให้สมดุลกลับคืนเหมือนเดิมร่างกายก็จะหายจากการเจ็บป่วย”

ผมได้เขียนเรื่อคนไข้ของอาจารย์โจนาะน ไรท์ ไว้ในตอนต้นของ “วิตามิน-วิตามิน” นี้ ขอความกรุณากลับไปพลิกอ่านดูและขอเตือนท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องวิตามิน-วิตามินไว้ด้วย อย่าเอาเล่มเก่า ๆ ทิ้งไปนะครับ เพราะผมต้องการเขียนเรื่อง วิตามิน-วิตามิน นี้อย่างละเอียด ให้เป็นทั้งตำราและเป็นเรื่องซึ่งอ่านเข้าใจง่าย ๆ ตามประสาชาวบ้านด้วยกันด้วย

ขอย้อนกลับมาที่อาจารย์ไลนัส พอลลิ่ง อีกครั้ง ตอนแรกสมัย 60 ปี ที่ผ่านมา อาจารย์พอลลิ่งเสนอเรื่องของวิตามินซีต่อวงการแพทย์ ไม่มีใครสนใจ และก็ค่อนข้างจะโชคร้ายที่ถูกคนโจมตี แม้แต่ลูกศิษย์ทรยศของตนเอง เมื่อถูกขัดผลประโยชน์ก็ออกมาโจมตีอาจารย์ของตัวเองด้วย ในระยะแรก ๆ อนาคตของอาจารย์พอลลิ่งเกือบจะดับวูบ เพราะถูกโจมตีจากวงการวิชาการและวงการแพทย์มากมายเหลือเกิน

จนกระทั่งปี 1954 อาจาย์พอลลิ่งได้รับรางวัลโนเบลนั่นแหละ อาจารย์จึงได้รับความสนใจสิ่งที่อาจารย์ได้ค้นคว้าและต่อสู้เพื่อความจริงมาแต่ต้น เรื่องของวิตามินซีได้รับการสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์ และต่อมาอาจารย์ก็ค้นคว้าเรื่องวิตามิน แร่ธาตุตัวอื่น ๆ ออกเผยแพร่อีกจนกระทั่งในสปี 1968 วิชาเรื่อง ORTHOMOLECULAR จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว ในมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ของสหรัฐอเมริกายังมีการสอนเรื่องวิชานี้อย่างจริงจังด้วย ในแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก ฟลอริดา โอเรกอน วอชิงตัน และในคนาดา เป็นตัวตั้งตัวตีในการสอนเรื่อง ORTHOMOLECULAR นี้

เดี๋ยวนี้มีการแพทย์อีกแขนงหนึ่ง ORTHOMOLECULAR MEDICINE ปรากฏขึ้นแล้ว ผู้ที่ศึกษาในด้าน CLINICAL NUTRITION และ ORTHOMOLECULAR จะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการแพทย์เป็น ORTHOMOLECULAR PHYSICIAN

นายแพทย์อบราม ฮอฟเฟอร์ และนายแพทย์อัมฟรีย์ ออสมอนด์ ได้ร่วมกันค้นคว้าเรื่องวิตามิน B3 หรือไนอะซิน ใช้ B3 นี้เป็นตัวหลักในการรักษาร่วมกับตัวยาอื่น ๆ รักษาคนไข้โรคจิตเภท (SCHIZOPHRENIA) ปรากฏว่าภายในหนึ่งปี คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเภทและได้รับการรักษาด้วยไนอะซิน ร่วมกับยาอื่น ๆ หายเร็วกว่า คนไข้ที่รับยาธรรมดาถึงสองเท่า

นอกไปจากนี้นายแพทย์กลุ่มเดียวกันนำด้วยนายแพทย์ริชาร์ด คูนิน และ ดร.โรเจอร์ เจย์ วิลเลียมส์ ยังได้ศึกษาในด้านวิตามินและพบพื้นฐาน ที่สำคัญกว่าการกินอาหารที่ผิด ๆ และบกพร่องด้านสารอาหาร (MALNUTRITION) นั้นได้ทำให้เกิดการเจ็บป่วยหลายโรค รวมทั้งโรคที่ร้ายแรงอย่างเช่นโรคหัวใจและมะเร็งด้วย การรักษานั้นทำได้อย่างง่ายดายด้วยการแก้พฤติกรรมการกินและการให้วิตามินและแร่ธาตุที่ขาดแคลน

การแก้พฤติกรรมคือหยุดการกินอาหารที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคใหม่นี้ (เนื้อ นม ไข่ ไอศกรีม เค้ก น้ำอัดลม ฯลฯ) แล้วให้เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ ๆ เข้าไปในอาหารให้มาก ๆ ปรากฏว่าโรคต่าง ๆ หายขาด ยอมแพ้ศิโรราบแก่การรักษาตามแนว ORTHOMOLECULAR นี้อย่างง่าย

จากการทดลองของ ดร.วิลเลียมส์ได้พบว่า อาหารของคนยุคใหม่นั้นยิ่งกินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นตัวทำลายวิตามินและแร่ธาตุในร่างกายเรามากขึ้นเท่านั้น ดร.วิลเลียมส์ ได้ทดลองกับหนูทดลองเป็นเวลาหลายปี โดยให้หนูกลุ่มหนึ่งกินอาหาปรระเภทจานด่วนและอาหารยอดนิยมเหมือนคนสมัยนี้ อีกกลุ่มหนึ่งให้กินอาหารซึ่งถูกต้องตามสูตรนิวตริชั่นทุกอย่าง แล้วทดสอบตรวจดูการขาดแคลนวิตามินและแร่ธาตุ ผลปรากฏว่าหนูที่กินอาหารยอดนิยมเป็นโรคขาดวิตามินและแร่ธาตุอย่างร้ายแรง และก็ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เนื่องมาจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุนี้ เมื่อจะแก้และรักษาโรคภัยไข้เจ็บของหนูกลุ่มแรก ดร.วิลเลียมส์ ต้องให้วิตามินและแร่ธาตุมากถึง 200 เท่าของหนูปกติและแข็งแรงตามธรรมชาติ

นั่นพอจะเปรียบเทียบกับสภาพของมนุษย์สมัยนี้ว่าเป็นโรคขาดวิตามินและแร่ธาตุถึง 20 เท่าของคนปกติได้เช่นกัน

กลุ่มของนายแพทย์ริชาร์ด คูนิน จึงได้วางมาตรการในการตรวจและรักษาไว้ดังนี้

เมื่อคนไข้มาหา ให้ตรวจและสอบประวัติเรื่องอาหารและระบบย่อยของคนไข้ก่อนอื่น เมื่อพบว่าสาเหตุของโรคและการเจ็บป่วยเกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารแล้ว ให้ระกษาด้วยวิธีแก้ด้วยอาหารและระยยบ่อยก่อน (วิธีนี้ตรงกันกับวีของฮิปโปเครตีส บิดาแห่งการแพทย์ของกรีกเมื่อสมัยสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว)
คำแนะจำของ FOOD AND NUTRITION BOARD สถาบันวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแนะนำให้กิจอาหารวิตามินและแร่ธาตุตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน (RECMMENDED DIETARY ALLOWANCESS หรือ RDA) นั้น เป็นมาตรฐานว่าอย่างต่ำคนทั่วปควรจะมีอาหารและวิตามินในระดับต่ำเท่านั้น ๆ แต่นั่นเป็นระดับมาตรฐานของสุขภาพธรรมดา ๆ ทั่วไป

ในกรณีของการเจ็บป่วยต้องใช้ปริมาณวิตามิน แร่ธาตุ และแอมิโนแอซิด ในปริมาณสูง (MAGADOSE)  มากกว่า RDA หลายเท่า

แพทย์กลุ่มนี้มีความเห็นว่า การใช้ยา (DRUGS) สำหรับรักษาโรคนั้นจะต้องเป็นยาเฉพาะโรคนั้น ๆ เท่านั้น จะเอายาเฉพาะมาใช้กับยารักษาโรคอื่น ๆ โดยทั่วไปไม่ได้ (อย่างเช่นเอายาแก้ปวด – แก้ไขมาให้คนอ้วนกินเพื่อลดน้ำหนัก เป็นต้น) แต่ MEGADOSE สำหรับวิตามินและแร่ธาตุนั้น ใช้ได้สำหรับโรคทั่ว ๆ ไป ได้โดยไม่มีอันตราย

จากคำแถลงการณ์และจากการทดลองของกลุ่มแพทย์ริชาร์ด คูนิน และโรเจอร์ วิลเลียมส์ นี้เอง ก็เกิดการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์สูตรการรักษา หรือ REGIMEN ของกลุ่มแพทย์กลุ่มนี้เป็นการใหญ่ การวิจารณ์นี้ได้เลยเถิดไปถึงกับว่า การให้ MEGADOSE หรือ MEGAVITAMIN THERAPY นี้จะทำให้คนไข้เกิดอาการช็อคถึงตายได้

การกล่าวหาลอย ๆ และการต่อต้านแบบลอบกัดเช่นนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงคณะกรรมมาธิการสาธารณสุข และสุขภาพของรัฐสภาและแพทยสภาของอมริกาด้วย ได้มีการตั้งกรรมการเพื่อสำรวจและเปรียบเทียบการใช้ยาโดยตรง (DRUGS) และการใช้ MAGADOSE ของวิตามินและแร่ธาตุเปรียบเทียบกันเป็นเวลาถึง 8 ปี ระหว่างปี 1983 – 1990

ปรากฏว่าการแพ้ยา (DRUGS) จนกระทั่งทำให้เสียชีวิตนั้นมีถึง 2,556 ราย แต่การใช้ MAGADOSE วิตามินและแร่ธาตุนั้นไม่ได้ทำให้ป่วยหรือเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว

นอกไปจากนั้นการรักษาด้วย MAGADOSE ร่วมกับการใช้ยาแบบผสมผสานนั้น ยังเป็นผลดีในการรักษาโรคร้ายต่าง ๆ อย่างชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อนเลย เช่น

การใช้วิตามิน B3 ช่วยในการรักษาโรคจิตเภท
การใช้เบต้าแคโรทีนช่วยในการรักษามะเร็งบางชนิด
การใช้โฟลิกแอซิด (ส่วนหนึ่งของ B COMPLEX) ช่วยในการรักษาความพิการทางสมอง ไขกระดูกสันหลัง และโรคเลือด
การใช้แมกนีเซียมซัลเฟต (แร่ธาตุ) ร่วมกับวิตามินซีช่วยในการรักษาโรคหัวใจ
การใช้โครเมียม (แร่ธาตุ) ช่วนในการรักษาเบาหวาน
การใช้กรดไขมันที่ดี เช่น โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ช่วยในการรักษาโรคหัวใจ รูมาตอยด์ และสะเก็ดเงิน

สำหรับท่านที่ถือไม้พลอง กระบองมีด เตรียมจะคอยซัดผมอยู่เต็มที่นั้น ขอความกรุณาให้ไปดูรายงานและผลการค้นคว้าจากเอกสารดังต่อไปนี้

รายงานจากนายแพทย์ริชาร์ด คูนิน ในหนังสือ ORTHOMOLECULAR PSYCHIATRY” ใน “THE ROOTS OF MOLECULAR MEDICUNE; A TRIBUTE OT LINUS PAULING” ของ W.H. FREEMAN & CO., 1986 หน้า 180 – 213
นายแพทย์ริชาร์ด คูนิน “PRINCIPLES THAT IDENTIFY ORTHOMOLECULAR MEDICINE” ในวารสารการแพทย์ JOURNAL OF ORTHOMOLECULAR 2 NO.4 (1987)
นายแพทย์ ดี.ซี. ลูมิส “WHICH IS SAFER; DRUGS OF VITAMINS” ใน TOWNSEND LETTER OF DOCTORS 105 (APRIL 1992)
นายแพทย์ อาร์.เอฟ. แคทคาร์ท “THE METHOD OF DETERMINING PROFER DOSES OF VITAMIN C FOR THE TREATMENT OF DISEASE BY TITRATING TO BOWEL TOLERANCE” ในวารสาร ORTHOMOLECULAR PSYCHIATRY 10 NO.2 (1981)
เอช.บี. สตาเฮลิน “BETA-CAROTENE AND CANCER PREVENTION” ในวารสาร AMERICAN JOURNAL OF CLINICAL NUTRITION 52 (JAN, 1991)
MRC. VITAMIN STUDY RESEARCH GROUP ใน “PREVENTION OF NEURAL TUBE DEFECTS” ในวารสาร LANCET 338 NO.8760 (JULY 1999) ฯลฯ

ก่อนจะสรุปเฉพาะตอนนี้ ก็จะขอแถมท้ายไว้อีกนิดว่า ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องวิตามินเป็นเรื่องใหญ่มานานนักหนาแล้ว แต่ก็ผัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงคราวจะเลื่อนต่อไปไม่ด้ เพราะคุณชูเกียรติ ประธานกรรมการบริษัทอมรินทร์ฯ ท่านเคี่ยวเข็ญ ประการหนึ่ง และเลยวันซึ่งผมเคยสัญญาไว้กับอาจารย์ไลนัส พอลลิ่งมานนักหนาแล้วอีกประการหนึ่ง

ผมเคยทำงานร่วมกับอาจารย์พอลลิ่งมาหลายปี สมัยที่ทำงานอยู่ที่สหประชาชาติ นิวยอร์ก อาจารย์ไลนัส พอลลิ่ง ท่านเป็นประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ ผมเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานในด้านส่งเสริมสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติงานของเราเกี่ยวข้องกัน และการที่ผมต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์พอลลิ่งทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและด้าน ORTHOMOLECULAR (เรียนเป็นการส่วนตัว) นั้น มีคุณประโยชน์มหาศาลหาค่ามิได้

ในวันสิ่งแวดล้อมของโลก 1 มิถุนายน ของทุกปี เราเคยพบกัน และผมก็เคยสัญญา กับท่านว่าผมจะเอาเรื่อง ORTHOMOLECULAR มาเผยแพร่ในเมืองไทยให้ได้เริ่มต้นอย่างน้อยก็ในวันสิ่งแวดล้อมของโลก 1 มิถุนายน ให้ได้

วันสิ่งแวดล้อมผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว แม้ว่าผมจะเริ่มพูดถึง ORTHOMOLECULAR ตั้งแต่วันแรกที่กลับถึงเมืองไทย และก็พูดมาทุกวันจนกระทั่งบัดนี้ เรื่อง ORTHOMOLECULAR ก็ทำท่าว่าจะเริ่มจะกระเตื้องขึ้นคนสนใจมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะเหมือนเด็กเพิ่งสอนเดิน

ที่น่าสนใจและแปลกใจก็คือ คนไทยเรามีลักษณะเห่อของใหม่ เหมอืนไฟไหม้ฟาง อยู่ ๆ คนที่บ้ากินวิตามินก็กินอย่างไม่ลืมหู ลืมตา บริษัทขายวิตามินเต็มไปหมดเหมือนดอกเห็ดในฤดูฝน มีทั้ง่บริษัทเอเย่นต์จากต่างประเทศ บริษัทในประเทศทำวิตามินขายเองก็มี และบริษัทขายตรง คือทั้งทำขึ้นเองขายเองก็มี

เรื่องนี้น่าวิตก ประการหนึ่งจากการที่คนเห่อวิตามินมาก ๆ ทำให้คนขายฉวยโอกาสขายในราคาแพงกว่าปกติหลายสิบเท่าประการที่สอง ไม่มีการควบคุมหรือมาดูแลว่าของที่ขายจะมีคุณภาพดีจริงหรือเป็นของปลอมมาหลอกขายแพง ๆ หรือไม่

เรื่องนี้ผมอยากจะขอร้องบริษัทยาที่ขายยาด้วยความซื่อสัตย์ และทางการเจ้าหน้าที่ของกระทรวงน่าจะร่วมมือกันจัดการกับพวกขายยาปลอมและอาหารเสริมให้เด็ดขาดเสียที ถ้าไม่เช่นนั้น ORTHOMOLECULAR ซึ่งจะเป็นวิชาการช่วยชีวิตคนจน ๆ ได้อีกมากมายจะไม่มีวันเกิด

อีกอย่างหนึ่งซึ่งอยากจะขอฝากไว้คือท่านผู้รู้ซึ่งเรียนจากหนังสือบ้าง แมกกาซีนบ้าง โฆษณาฉลากยาบ้าง และที่สำคัญคือ กลุ่มที่เรียนจากอินเตอร์เนตบ้าง ทำอย่างไรครับ คุณจึงจะให้ความรู้แก่ประชาชนได้อย่างบริสุทธิ์และจริงใจ

คำตอบง่าย ๆ ก็คือ คุณต้องเรียนให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นความคิดที่คุณคิดว่าจะช่วยคนนั้นก็จะกลายเป็นฆ่าคนอย่างเลือดเย็นที่สุด

เพียงแต่อ่านหนังสือบ้าง ลอกอินเตอร์เนตมาบ้างอย่างนั้น ไปเที่ยวสอนคนไมได้หรอกครับ อันตราย

เพราะเหตุต่าง ๆ เหล่านี้แหละ เรื่องวิตามิน-วิตามินมันจึงต้องเป็นเรื่องยาว-ยาว อย่าเพิ่งเบื่อเลยครับ เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์สำหรับตัวคุณเองจริง ๆ

ยังมีเหตุผลอีกมากมายที่จะต้องเขียนเรื่องนี้ยาว ๆ แต่พูดเพียงเท่านี้ ก็น่าจะพอแล้วนะครับ แค่นี้ก็เท่ากับแกว่งปากหาเท้าน่าดูเหลือเกินแล้ว

ความเห็น 1 รายการ

ความคิดเห็นที่ 1

ครับน่า้กนใจจิงๆผมก้อเดกคนนรึงเอง.

โดย : โคแนน
เมื่อ 5 พ.ค. 2560 เวลา 23:42 น.

บทความที่เกี่ยวข้อง