Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ตั้งครรภ์ แบบคุณแม่ยุคใหม่ ผู้หญิงยุคดิจิตอล

ตั้งครรภ์ แบบคุณแม่ยุคใหม่ ผู้หญิงยุคดิจิตอล

จำนวนคนดู 192 คน | เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2558 เวลา 19:49 น.

ตั้งครรภ์ แบบคุณแม่ยุคดิจิตอล เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ผมได้อ่านเรื่องที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง อ่านแล้วมองเห็นภาพลักษณ์และทัศนคติของหญิงยุคนี้ ที่ไม่เหมือนแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
ผมจึงขอนำมาบันทึกไว้ เพียงเพื่อให้เป็นความรู้ถึงการเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยเรา รวมถึงแนวทางการปฏิบัติดังที่เหมาะสมตามความคิดของผม

เรื่องที่ผมอ้างถึงนี้คือข่าวการให้สัมภาษณ์หญิงผู้หญิง พร้อมให้ชื่อจริงและลงรูปภาพไว้ด้วย เธออายุ 34 ปี มีการศึกษาและหน้าตาดี มีเพื่อนชายมากมีประสบการณ์ ความสำเร็จ และความสุขในชีวิต จิตใจเข้มแข็ง เชื่อมั่นตนเอง มีความคิดและการกระทำเป็นของตนเอง ซึ่งอาจไม่เหมือนหญิงอื่น ไม่ใช่ความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ ทั้งสวนกระแสความนิยมของสังคมไทย ไม่ว่จะในอดีตหรือปัจจุบัน เธอจึงได้ชื่อว่า “สาวยุคดิจิตอล” ครับ

คือเธอมีความคิดว่า หญิงชายมีสถานภาพเท่าเทียมกันในสังคม หญิงไทยจะนิยมอยู่ตัวคนเดียว ครองตัวเป็นโสด ไม่แคร์ใคร จะว่าเธออยู่ในคานทองนิเวศน์ หรือไม่ก็ตาม

ความคิดและการกระทำที่น่าสนใจของเธอที่ทำให้ผมแปลกใจเป็นอย่างยิ่งก็คือแนวคิดที่ว่าอยากมีลูก แต่ไม่อยากแต่งงาน! แล้วเธอก็สมหวังครับ ได้ลูกแฝดสองคนโดยไม่ต้องมีสามี ไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่าใครคือพ่อของเด็กทั้งสอง เธอมีลูกโดยไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายคนใด ตั้งครรภ์ด้วยวิธีที่ทางการแพทย์เรียกว่าทำกิฟท์ โดยเอาไข่ของเธอมาผสมกับอสุจิของชายภายนอกตัวเธอ คือในหลอดแก้ว เมื่อผสมได้สำเร็จ แล้วก็นำมาฝังให้เด็กเจริญเติบโตในมดลูกของเธอ

ตั้งครรภ์



เธอตั้งครรภ์โดยรู้ล่วงหน้าจากแพทย์ว่าจะได้ลูกแฝด 2 คน เมื่อคลอดแล้วก็เลี้ยงดูลูกเอง ให้นมของตัวเอง โดยมีพี่เลี้ยงและคุณแม่ช่วยเหลือ ไม่แคร์ว่าใครจะมองเธอและลูกของเธออย่างไร ได้ลงชื่อจริงของพ่อของลูกในใบสูติบัตร ซึ่งเขาเป็นเพื่อนชายที่ให้น้ำอสุจิแก่เธอ

ความจริงการทำกิฟท์เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันสำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วมีบุตรยาก หรือไม่สามารถจะตั้งครรภ์ได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์บางประการเท่านั้น

สมัยก่อนการทำวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลนักวิธีการทำ ทำให้หญิงเจ็บปวดแลเสียเงินเสียทองมาก แต่ปัจจุบันสูติแพทย์มีประสบการณ์มากขึ้น และวิธีการทำก็ได้พัฒนาไปมาก ทำแล้วอาจได้ลูกแฝดถึงสามหรือสี่ โดยเด็กทุกคนแข็งแรงแรงสมบูรณ์ดี ซึ่งก็เป็นโชคดีของครอบครัวได้ลูกสมใจ แต่ถ้าตั้งครรภ์ครั้งเดียวได้ลูกหลายคน ตัวแม่คงต้องเหนื่อยหน่อยละครับ และต้องหาคนมาช่วยเลี้ยงดูด้วย

การตั้งครรภ์โดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ เช่นความคิดและการกระทำดังกล่าว ถ้าเป็นต่างประเทศจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ในเมืองไทย ผมเพิ่งทราบเป็นรายแรก ไม่นับการดูละครโทรทัศน์เรื่องอุ้มบุญเมื่อ 2 – 3 ปี ก่อน หรืออาจจะมีมาแล้วโดยผมไม่ทราบก็ได้

จะอย่างไรก็ตาม แสดงว่า หญิงยุคนี้มีอิสระในความคิดและการกระทำสูง ส่วนหนึ่งเกิดจาการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เกิดจากากรเอาเยี่ยงอย่างจากบุคคลอื่นๆ หรือเกิดจากความเป็นตัวของตัวเองสูง ที่จะคิดหรือทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด เธอผู้นี้มีความคิดเช่นนี้มาแล้ว ตั้งแต่วัยรุ่น เธอยอมรับว่าอิทธิพลของข่าวจากต่างประเทศยุคนี้ทำให้เธอเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว

เธอมีความเข้มแข็งอดทนดุจเพศชาย ไม่ต้อกงารพึ่งพาใคร ไม่ชอบสังคมไทยที่นิยมให้หญิงหลังแต่งงานต้องดูแลปรนนิบัติสามี ตรงข้ามกับตอนก่อนแต่งงาน ที่ฝ่ายชายมักจะตามใจ เอาอกเอาใจ ใกล้ชิดดูแลฝ่ายหญิงเป็นอย่างดี

แต่เนื่องจากเธอก็ยังเป็นมนุษย์เพศหญิงเฉกเช่นหญิงทั่วไป แม้จะไม่อยากแต่งงานหรืออยู่กับชายฉันสามีภรรยาแต่ก็ยังคงมีสัญชาตญาณของความเป็นแม่ อยากมีลูกไว้เชยชม ให้ความน่ารัก ทำให้ไม่เหงา เป็นผู้สืบวงศ์ตระกูลด้วย

ยุคนี้ไม่ว่าในเมืองไทยหรือในต่างประเทศ หญิงชายนิยมอยู่กันแบบเพื่อนสนิท หรือเป็นสามีภรรยากัน แต่ไม่จดทะเบียนกันมากขึ้น พอใจก็อยู่ด้วยกัน ไม่พอใจก็จะแยกทางกันได้โดยไม่ยาก ไม่ต้องจำใจทนอยุ่กันต่อไปเพราะข้อผูกพันทางกฎหมาย จนทำให้หย่ากันยากหรือทำไม่ได้ หรือตกลงกันไม่ได้ในเรื่องทรัพย์สิน หรือการเลี้ยงดูบุตร

ขณะนี้ไมได้พบเห็นเฉพาะสังคมเมืองเท่านั้น ในสังคมชนบทก็พบได้มาก และจะยิ่งพบมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่หญิงชายมีอิสระตั้งแต่เด็ก มีไอคิวอีคิวสูงไม่แตกต่างกัน มีความสำเร็จในการงานและมีสถานภาพทางสังคมเท่ากัน ผมจึงเชื่อว่าในไม่ช้าเราจะได้นากยรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยเป็นแน่

หญิงไทยจะมีความคิดและการกระทำแบบสาวดิจิตอลมากขึ้นในยุคผ่านสองสหัสวรรษไปแล้ว ผมว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ผิดครับ เพราะทำตามความคิดเห็นของตนเองโดยไม่ได้ก่อความเดือนร้อนให้กับใคร

แม้ขณะนี้จะมีหลายคนมองเป็นเรื่องแปลก และคิดว่าอาจเกิดปัญหาทางจิตใจของบุตรตามมาเมื่อเขาโตขึ้นได้ แต่หลังจากเธอผู้นั้นมีบุตรและเลี้ยงดูบุตรอย่างแม่ที่ดีได้แล้ว สังคมจะยอมรับสิ่งที่เธอทำได้ในที่สุด

ปัจจุบันนี้ได้มีเรื่องเกี่ยวกับสถานภาพของภรรยาที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ หญิงที่อยู่กินกับชายอย่างเปิดเผยแบบหญิงนอกสมรส กฎหมายในปัจจุบันไม่อนุญาตให้ตรวจสอบสถานภาพทางการเงินของภรรยานอกสมรส ได้มีการพูดถึงการแก้ไขกฎหมายให้ทำได้

อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อยุติ ทำให้ผมนึกถึงที่คุณผู้หญิงตามข่าวได้ลงชื่อพ่อจริงของลูกทั้งสองในสูติบัตร หากพ่อของเด็กไปสร้างปัญหาอะไรขึ้น เธอจะต้องร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ นั้นหรือไม่

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากเรียนท่านผู้อ่านก็คือ ขณะนี้หญิงส่วนใหญ่ยังไม่กล้ากระทำเช่นบุคคลในข่าว แต่จะอยู่กันแบบจดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม ข้อสำคัญ คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่น

สิ่งที่พึงกระทำมีดังนี้ครับ

ประการที่หนึ่ง : ฝ่ายหญิงต้องคุยกันหรือวางแผนชีวิตก่อนอยู่ด้วยกันกับฝ่ายชาย อย่าเปิดเผย ชัดเจน ตรงไปตรงมา การพูดคุยกันจะทำให้ได้เรียนรู้ความคิดความต้องการของกันและกัน หรือหาข้อยุติตกลงกันได้ ถ้ามีความคิดเห็นต่างกันในด้านของการวางแผนชีวิต การเงินการทอง การมีบุตรและการเลี้ยงดูบุตร การดูแลบ้าน ตลอดจนสัมพันธ์กับพ่อแม่พี่น้องของทั้งสองฝ่าย จะทำให้รู้แนวทางการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติตัวแล้วอยูกินกัน ถ้าเป็นไปได้ แต่อาจถูกมองว่าไม่ใจกัน) ก็ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ลงลายมือชื่อตนเองและพยานไว้ เพื่อเป็นสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติ ปฏิเสธไมได้

ประการที่สอง : ทั้งสองฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากัน ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปรับตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่หรือเอชนะทุกครั้งไป หากเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ยอมกันบ้าง อย่าคิดว่าอีกว่าอีกฝ่ายทำผิดทุกครั้งไป คนเราก็มีส่วนดีส่วนไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น อะไรโอนอ่อนผ่อนปรนได้ก็จงทำเถิด จะเป็นสิ่งจูงใจให้เขายอมรับเราด้วย การเอาใจเขาใส่ใจเรา การให้เกียรติกัน นับถือกัน จะทำให้ชีวิตครอบครัวราบรื่น มีความสุข

ประการที่สาม : อยู่กินแบบ “เพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ” ความเป็นเพื่อนซี้หรือเพื่อนตายมีความจำเป็นมากสำหรับโลกยุคปัจจุบัน จะทำให้เรามีสมองที่มีคุณภาพดีขึ้น การมีบุคคลถูกใจอยู่เคียงข้าง ช่วยคิด ช่วยตัดสินใจ ทำนอง “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” ไม่ต้องอยู่โดดเดี่ยวตายและไม่เหงาการอยู่แบบเพื่อน คือสถานภาพเท่ากัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร มีการรับฟัง ยอมรับความคิดและเหตุผลของอีกฝ่าย จะสามารถพูดได้อย่างอิสระและจริงใจต่อกันด้วย

ประการที่สี่ : ร่วมกันรับฟังรับผิดชอบครอบครัว ทั้งการทำงานในบ้าน นอกบ้านออกสู่สังคม ช่วยกันหาเงิน ให้เป็น “สองแรงแข็งขัน” ช่วยกันเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนบุตร ร่วมทุกข์ร่วมสุข และมองเห็นอีกฝ่ายความสำคัญกว่าตน

ประการที่ห้า : สร้างความสุขให้สมาชิกในครอบครัว ด้วยการหาเวลาอยู่ใกล้ชิดกัน พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง มีกิจกรรมร่วมกัน อาจเป็นรับประทานอาหาร ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ ออกงานสังคม ชมงานมหกรรมที่น่าสนใจ เที่ยวเตร่ทัศนาจร เล่นกีฬาที่ชอบร่วมกัน การสร้างบรรยากาศของความสุข สดชื่น สนุกสนาน รื่นเริง เพลิดเพลินใจด้วยกัน เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกเพศ ทุกวัยต้องการ

ประการสุดท้าย : หากท่านต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวไปโดยปริยาย ไม่มีสามีอยู่ด้วย ต้องเลี้ยงดูบุตร ด้วยตนเอง อย่างกรณีของหญิงที่เป็นข่าวนี้  หรือมีการหย่าร้าง การเสียชีวิตขอบสามีก็ตาม ท่านคงต้องเหนื่อยหน่อย แต่ก็จะสุขใจ ได้ทำอะไรตามที่ต้องการ หญิงที่ตัดสินใจจะมีลูกโดยไม่ต้องมีสามี คงจะได้วางแผน และวางแนวชีวิตของตนเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ตามแบบหญิงมั่นครับ ส่วนหญิงอื่นก็ต้องคิดวางแผนชีวิตแล้วละครับ

แต่ผมก็ยังอยากจะแนะนำว่า ถ้ามีญาติพี่น้อง เพื่อน หรือคนรับใช้ คอยช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตร ไม่ว่าจะระยะสั้น หรือระยะยาวก็ตาม ก็ควรกระทำครับ เมื่อลูกโตขึ้นพอช่วยเหลือตนเองได้บ้าง จะเหนื่อยกายน้อยลง แต่ก็จะมีปัญหาเหนื่อยใจกับชีวิตของครอบครัวในแง่อื่น ๆ อีกต่อไป

ชีวิตของคนเรากำหนดเองไมได้ทั้งหมดและไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับตนและครอบครัว จงยอมรับและอดทนต่อสู้ แก้ปัญหาให้ดีที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามคำที่ว่า “ไม่มีปัญหาอะไรที่จะแก้ไม่ได้ หากท่านคิดแก้และเริ่มดำเนินการแก้โดยไม่ช้า”

ทุกคนจะต้องยอมรับว่า สังคมมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ มีความคิดและการกระทำที่แปลกใหม่ อย่างเช่นการมีบุตรโดยไม่ต้องมีสามี ต่อไปจะเกิดบ่อยขึ้น และสังคมจะให้การยอมรับมากขึ้น

ท่านผู้อ่านละครับ ท่านคิดอย่างไรกับกรณีเช่นนี้ และท่านเห็นด้วยกับแนวคิด แนวทางปฏิบัติของผมหรือไม่ครับ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง