Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > โรคกระเพาะอาหาร จากความเครียดในคนวัยทำงาน

โรคกระเพาะอาหาร จากความเครียดในคนวัยทำงาน

จำนวนคนดู 606 คน | เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2558 เวลา 18:36 น.

โรคกระเพาะอาหาร เป็นปัญหารหนักยิ่งทุกวันนี้  คุณหมอธเนศพบว่ามีหนุ่มสาวออฟฟิศจำนวนมากที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารจากความเครียด  แถมมีอาการค่อนข้างรุนแรงเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ  คุณหมอธเนศเล่าว่า
“ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนวัยหนุ่มสาว  อายุเพิ่ง  20-30  ต้นๆ  แต่มีอาการรุนแรงมาก  บางคนปวดท้องมากจนต้องฉีดยาระงับปวดและต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล  หมอจะให้ยารักษาโรค  2  กลุ่ม  คือ  ยาลดกรด  เพื่อช่วยให้กรดหลั่งออกมาน้อย  ทำให้แผลหายเร็วขึ้น  และยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร  ซึ่งจะทำให้กระเพาะเกิดการบีบตัว  คลุกเคล้าอาหารกับน้ำย่อยได้ดีขึ้น  จึงไม่มีแก๊สจากอาหารหมักหมมตกค้างในกระเพาะ  ซึ่งเป็นที่มาของอาการท้องอืด  จุกแน่น”

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังจากกินยา  แต่ไม่นานก็จะกลับมาป่วยอีกเช่นเดิม  เพราะไม่รู้จักจัดการต้นเหตุของปัญหา

อาการต่างๆ ของโรคกระเพาะอาหาร  ไม่ว่าจะเป็นปวดท้อง  จุกแน่น  แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่  หรือท้องอืด  ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น  ทำให้คนวัยทำงานเกิดความเครียดว่า  ตัวเองอาจป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้  จึงร้องขอให้คุณหมอทำการส่องกล้องหรือกลืนแป้งแบเรียมซัลเฟตตรวจกระเพาะอาหารเพื่อวินิจฉัยโรค  คุณหมอธเนศให้ความเห็นว่า

โรคกระเพาะอาหาร



“เดี๋ยวนี้มีผู้ป่วยจำนวนมาก  โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวมาร้องขอให้หมอส่องกล้องตรวจกระเพาะให้  แต่หมอไม่แนะนำ  เพราะเป็นการตรวจสุขภาพที่เกินความจำเป็นและสิ้นเปลืองเงินทองเปล่าๆ  ซึ่งเมื่อตรวจจริงๆ แล้วส่วนใหญ่จะไม่พบอาการผิดปกติ  อย่างมากจะพบแค่แผลหรือรอยแผลเล็กน้อยเท่านั้น”

ปวดหนักได้ใจเพราะไลฟ์สไตล์สุดโต่ง

คำถามคือ  เพราะอะไรผู้ป่วยจึงมีอาการรุนแรงมากจนทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  คุณหมอธเนศอธิบายว่า

“อาการเจ็บปวดของผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับการรับรู้เฉพาะบุคคล  บางคนมีแผลเล็กมาก  แต่บอกว่าปวดจนทนไม่ไหว  ขณะที่บางคนแผลใหญ่มาก  แต่บอกว่ารู้สึกปวดเล็กน้อย  และสิ่งสำคัญคือ  พฤติกรรมประจำวัน  ถ้ายิ่งกินเหล้า  สูบบุหรี่  กินอาหารไม่ตรงเวลา  กินรสจัด  และมีความเครียดโดยเฉพาะเครียดว่าตัวเองจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงมากกว่ากระเพาะอาหารแล้วด้วย  แน่นอนว่าจะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นและเป็นวัฏจักรไม่มีวันจบสิ้น”

ถึงอย่างนั้นเทคโนโลยีการตรวจคัดกรอง  เช่น  การส่องกล้องหรือกลืนแป้งแบเรียมซัลเฟต ตรวจกระเพาะอาหารก็มีความจำเป็นในผู้ป่วยบางคน  คุณหมอธเนศอธิบายว่า

“เราจะส่องกล้องหรือกลืนแป้งเพื่อตรวจกระเพาะอาหารให้ผู้ป่วยซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร  ผู้ป่วยจะมีอาการต้องสงสัยดังนี้  1.น้ำหนักลดโดยไม่ทรายสาเหตุ  2.เบื่ออาหารเรื้อรัง  3การขับถ่ายผิดปกติ  อุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปน  4.อาเจียนเป็นเลือด  5.มีภาวะกลืนลำบาก  ถ้ามีอาการเหล่านี้  หมอจะแนะนำให้ส่องกล้องหรือกลืนแป้งแล้วแต่กรณี”

หากไม่อยากป่วยเป็นทั้งโรคกระเพาะอาหารหรือมะเร็งกระเพาะอาหารจึงควรหาทางป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ  คุณหมอธเนศแนะนำว่า

“เราควรเลิกพฤติกรรมก่อโรค  เช่น  กินเหล้า  สูบบุหรี่  และกินอาหารให้ตรงเวลา  ไม่เน้นรสจัด  ส่วนเรื่องความเครียดเป็นเรื่องทำยากสักหน่อย  แต่สามารถทำได้  โดยหนึ่งวันต้องจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน  อาจจะสัก  30  นาทีหรือ  1  ชั่วโมง  โดยเลือกทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ  เช่น  ออกกำลังกาย  ดูหนัง  ฟังเพลง  สวดมนต์  ทำสมาธิ  เพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคลายจริงๆ”

หลังจากอ่านบทความนี้จบ  เย็นนี้หาเวลาผ่อนคลายความเครียด  แล้วจะค้นพบว่าร่างกายและจิตใจแข็งแรงขึ้น  ซึ่งจะเป็นปราการป้องกันทั้งมะเร็งและกระเพาะอาหารได้แน่นอนค่ะ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง