Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ยาลูกกลอน คืออะไร

ยาลูกกลอน คืออะไร

จำนวนคนดู 269 คน | เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2558 เวลา 16:56 น.

ยาลูกกลอน คืออะไร เท้าความไปเมื่อก่อน พ่อผมเป็นทหาร ตำแหน่งยศและศักดิ์คือพันเอกพระศรีพิชัยบริบูรณ์
สมัยก่อนรู้สึกว่ายศนายพันเอกจะเป็นตำแหน่งสูงสุดในกองทัพ  ยศนายพลไม่ค่อยมี  ถ้าจะมีก็มักจะเป็นตำแหน่งสำหรับเจ้านายในราชวงศ์

เพราะฉะนั้นเวลาไปที่ไหน  ใครๆ  ก็จะเรียกพ่อว่า  “คุณพระ”  ผมก็มีหน้ามีตาโก้ไปด้วย  เพราะใครๆ ก็จะเรียกด้วยความหมั่นไส้ว่า  “นี่ไงลูกคุณพระศรีฯ”

(ก็ทำไมจะไม่หมั่นไส้ล่ะ  สมัยที่พ่อย้ายครอบครัวไปอยู่โคราชนั้น  เรายากจนมาก  ผมอายุ  7-8  ขวบแล้ว  ไปไหนมาไหนก็วิ่งแก้ผ้าโทงๆ  ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่  ดีที่นิสัยวิ่งแก้ผ้านั้นไม่ติดตัวมาจนสมัยอายุ  83  นี้  แหะ-แหะ  คงน่าดูแหละเนาะ  แก่จนหนังเหี่ยวแล้ว  มาวิ่งแก้ผ้าโทงๆ  ให้เด็กๆ  ดู)

ก่อนจะถึงสมัยเปลี่ยนการปกครองไม่เท่าไร  พ่อก็ลาออกจากราชการเพื่อรับบำนาญ  แล้วพ่อก็ไปทำที่พักอยู่กลางป่าลึกที่นครสวรรค์

ตอนนั้นพ่อพาครอบครัวเราไปอยู่ที่บ้านคุณป้าที่โคราชแล้วพอพ่อไปอยู่กลางป่านครสวรรค์  ก็เหลือเราอยู่สามคน  คือ  แม่  พี่รัญจวน  และผม  ต่อมาพี่รัญจวนไปอยู่โรงเรียนกินนอน  “สวนสุนันทา”  ที่กรุงเทพฯ  ก็เหลือผมกับแม่สองคนเท่านั้น

พ่อไปทำอะไรที่นครสวรรค์  ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ  พ่อไปตั้งหน่วยขุดทองของตัวเอง  ครับ  ใช่แล้ว  ทอง – ทองคำที่เรากำลังคลั่งไคล้ไหลหลง  ราคาขึ้นสูงปรี๊ดเกือบชนฟ้า  บาทละเกือบหมื่นห้านี่แหละ

ในระหว่างที่พ่อรับราชการทหารนั้น  พ่อทำงานแปลกๆ หลายอย่าง  บางครั้งพ่อตั้งคณะโขนออกไปแสดงต่างจังหวัด  โธ่!  สมัยนั้นแม้แต่คนกรุงเทพฯ ก็ยังดูโขนไม่ค่อยเป็น  ไปแสดงต่างจังหวัดก็นั่งหลับยืนหลับเป็นแถวๆ  ที่หลับหน่ะคนแสดงโขนนะครับ  เพราะเล่นโขนไปแล้วไม่มีคนมาดูเลย  คนแสดงไม่รู้จะเล่นให้ใครดู  ก็เลยแกล้งยืนหลับมันเสียงั้นแหละ  ใครจะทำไม

ต่อจากนั้นพ่อก็ไปสร้างตลาดที่สี่แยกสระปทุม  ซึ่งก็คือที่ตั้งของศูนย์การค้ามาบุญครองขณะนี้นั่นแหละ  เห็นแม่เล่าว่า  ทำตลาดใหญ่โตมาก  มีทั้งตลาดทั้งห้องแถวมากมายหลายห้อง

ยาลูกกลอน



แม่ก็อุตส่าห์ไปเปิดห้องแถว  จะค้าขายอะไรก็ไม่ทราบ  ตอนนั้นผมยังเล็กอยู่  ยังเดินไม่ได้  แม่ก็เอาผมไปนั่งในร้าน  วิธีดูแลเด็กไม่ให้ไปซนที่ไหนก็คือเอาผ้าแถบม้วนยาวๆ ทำเป็นมัด  แล้วก็ผูกข้อเท้าไว้กับลูกกรงประตู  ผมก็ไปไหนไม่ได้  กลายเป็นพ่อค้าใหญ่ประจำห้องแถวมาตั้งแต่เล็กๆ  นั่นแหละ  ตอนนั้นแก้ผ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้สิ  แม่ไม่ได้เล่าให้ฟัง

ตอนจะเปิดตลาดก็มีการแสดงมหรสพต่างๆ  จะมีลิเกหรือโขนคณะของพ่อหรือเปล่าก็จำไม่ได้  แม่เล่าให้ฟังว่า  ไม่มีใครเข้าตลาดเลย  ห้องแถวก็ไม่มีใครมาเช่า

ก็ใครเล่าจะมาเช่า  สี่แยกสระปทุมสมัยเกือบแปดสิบปีมาแล้ว  ก็เหมือนอยู่บ้านนอก  คนละเมืองกับกรุงเทพฯ  เป็นทุ่งนา  เป็นป่าเปลี่ยวทำนองนั้นนั่นแหละ

โครงการใหญ่ขนาดศูนย์กลางค้าแห่งแรกของโลกก็พินาศพังเค้เก้ไปด้วยประการฉะนี้

แหม  ถ้าที่แห่งนั้นจะยังอยู่ถึงขณะนี้นะ  นายสาทิสคงเป็นเถ้าแก่บรมมหาเศรษฐีไปแล้ว

นั่นแหละ  พ่อจึงได้ลาออกจากราชการ  พาครอบครัวไปอยู่โคราช  พื้นเพของพ่อทั้งตระกูลเป็นคนโคราชทั้งสิ้น

พอพาเราไปอยู่กับป้าที่โคราชแล้ว  พ่อก็ขึ้นไปสร้างกองขุดทองที่นครสวรรค์  แม่เล่าว่าพ่อชอบเล่นแร่แปรธาตุมาตั้งแต่หนุ่มๆ  ขณะอยู่บ้านใหญ่โตที่แพร่งภูธร  พ่อยังมีเครื่องเป่าลมเป่าไฟ  ทำทองเททองอยู่ในบ้านเลย

สมัยนั้นเป็นสมัยที่คนชอบทดลองเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลหะหรือหลอมโลหะชนิดต่างๆ ให้เข้ากัน  มีสูตรลับๆ มากมาย  เรียกกลุ่มที่นิยมหลอมโลหะนี้ว่า  “เล่นแร่แปรธาตุ”

เห็นแม่เล่าว่าพ่อเก่งมาก  ขนาดหลอมโลหะหลายอย่างออกมาได้  ลักษณะเหมือนทอง  แต่น้ำหนักไม่เท่ากับทอง  และลักษณะที่ว่าเหมือนทองนั้นก็อยู่ไม่ได้นาน  อยู่ได้พักเดียวก็ดำปิ๊ดปี๋

ความที่อยากเล่นแร่แปรธาตุนี้ยังไม่หมดไปจากความพยายามของพ่อ  พอฝากครอบครัวไว้กับป้าที่โคราชแล้ว  พ่อจึงเดินทางไปนครสวรรค์  ตั้งหน้าตั้งตาไปตั้งค่ายเพื่อจะขุดหาทอง

คราวนี้เป็นการขุดหาทองจริงๆ  ไม่ใช่เป็นการ “เล่นแร่แปรธาตุ”  พ่อไปได้แผนที่ลับๆ มาจากไหนก็ไม่ทราบ  จึงดั้นด้นค้นคว้าตามลายแทงไปจนถึงนครสวรรค์

ตอนนั้นพ่อและแม่ติดต่อกันทางจดหมาย  จำได้จนขึ้นใจมาจนบัดนี้ว่าตำบลที่พ่อไปอยู่นั้นกันดารแห้งแล้งมาก  ชื่อว่า  ตำบลประดู่เฒ่า

ตอนโตแล้วผมขับรถเดินทางขึ้นเชียงใหม่หลายร้อยครั้งจะแวะที่นครสวรรค์ทุกครั้ง  พยายามสืบเสาะดูว่าตำบลบ้านประดู่เฒ่าอยู่ตรงไหน  สืบเสาะเท่าไหร่ก็ไม่เคยพบ  พยายามถามพ่อเท่าไรพ่อก็ไม่ตอบ  เพราะตอนที่ถามนั้นพ่อตายไปนานแล้ว

อยู่มาคืนหนึ่ง  ขณะที่พ่อพักเหนื่อยจาการขุดหาทอง  ก่อนนอน  พ่อจะสวดมนต์ไหว้พระ

“นายวัน”  ลูกน้องเก่าแก่ของพ่อซึ่งอยู่กับพ่อที่นครสวรรค์เล่าให้ฟังว่า  พ่อก้มลงกราบพระครั้งที่สามแล้วก็หมอบกราบแน่นิ่งอยู่เช่นนั้นไม่ยอมลุกขึ้น

นายวันจึงเข้าไปอุ้มพ่อ  ปรากฏว่าพ่อหน้าดำ  ลิ้นแข็ง  พูดอ้อแอ้ไม่รู้เรื่อง  ช่วยกันอุ้มออกมาข้างนอก  พ่อกระดุกกระดิกไม่ได้  เส้นเลือดสมองแตก  เป็นอัมพาตไปเสียแล้ว

ไม่มีรายละเอียดว่ากว่าจะพาพ่อออกมาจากป่าได้นั้นทุลักทุเลปานใด  แล้วกว่าจะพามากรุงเทพฯ ได้จะลำบากยากเย็นแค่ไหน

แต่รู้ว่าต้องยากเย็นแสนเข็ญสุดประมาณ  เพราะสมัยก่อนนั้นการเดินทางเป็นเรื่องใหญ่มาก  พ่อเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่  เมื่อเป็นอัมพาต  จะแบกหามออกจากป่ามาขึ้นรถไฟแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้

ใครๆ  นึกว่าพ่อต้องตายแน่แล้ว

แต่บุญของพ่อยังดีอยู่  ทั้งๆ ที่ไม่กระดุกกระดิก  หายใจแผ่วๆ  สัมผัสดูแล้วเหมือนคนไม่หายใจ  ทหารซึ่งเหมือนเป็นน้องร่วมสาบานคนหนึ่งของพ่อสั่งให้พาพ่อไปหาที่บ้าน  แล้วท่านก็ดูแลรักษาพ่อ  รักษาจากลักษณะที่เหมือนคนตายสนิทแล้ว  ช่วงเวลาเพียง  2-3  เดือน  พ่อก็นั่งได้  พูดได้  และเดินได้เกือบเหมือนคนปกติ

น้องร่วมสาบานของพ่อคนนั้นเคยเป็นทหารผู้ช่วยของพ่อสมัยที่รับราชการทหารอยู่ด้วยกัน

ท่านเป็นนายทหารยศพันตรี  ชื่อ พันตรี หลวงจบกลศึก

การที่ท่านเป็นพี่น้องร่วมสาบาน  มีเรื่องเล่ากันมา  น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจ  เป็นเรื่องของคนใจเด็ดและใจนักเลง  ยอมตายเพื่อกันและกัน

พ่อมียศและตำแหน่งเป็นหัวหน้าของคุณอาหลวงจบฯ  สมัยที่ยังเป็นหนุ่มอยู่ด้วยกันนั้น  นัยว่าเป็นคนโลดโผนนักเลงเหมือนๆ กัน  และทั้งสองคนชอบกินเหล้าเข้าเพื่อนเข้าฝูงด้วยกัน

ในขณะที่กำลังสนุกสนานเฮฮาด้วยกันนั้น  เพื่อนทหารคนหนึ่งของคุณอาเกิดทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องอะไรไม่ทราบ  คุณอาเป็นคนโมโหร้าย  พูดเสียงดัง  พอเถียงกันมากๆ เข้าก็อดโมโหไม่ได้  โดยเหตุที่เป็นคนมุทะลุอยู่แล้ว  คุณอาก็ชักปืนคู่มือออกมาจะยิงตัวการที่ทะเลาะกัน

พ่อเห็นเข้าก็ตกใจ  กระโดดเข้ากอดคุณอาทั้งๆ ที่กำลังจะกระดิกนิ้วลั่นปืน  เล่ากันว่าคุณอาตะโกนไล่  ถ้าไม่ปล่อยคุณอาจะยิงให้หมดทุกคน

พ่อถอยออกมาแล้วก็ยกมือไหว้คุณอา  พ่อร้องไห้บอกกับคุณอาว่า  “เอาเถอะ  ถ้าเอ็งยิงข้าแล้วหายโมโห  ก็ยิงเถอะ  เอ็งยิงข้า  ข้าไม่เอาเรื่องเอ็ง  จะได้ไม่ติดคุก”

คุณอาหยุดชะงัก  ทิ้งปืน  แล้วก็เข้าไปกอดพ่อร้องไห้กันทั้งสองคน

ตั้งแต่นั้นมา  คุณอาหลวงจบฯ ไปที่ไหนก็จะเล่าไปร้องไห้ไป  พูดถึงพ่อว่า  “ถ้าไม่ได้คุณพระ (ก็คือพ่อ) ช่วยไว้  ป่านนี้ก็คงต้องติดคุกติดตะราง  เสียผู้เสียคนไปนานแล้ว”

พ่อเป็นผู้บังคับบัญชาของคุณอา  เป็นผู้ใหญ่กว่า  การที่ถอยตัวยกมือไหว้คุณอา  ยอมให้คุณอายิงพ่อแทนยิงคนอื่นนั้นเป็นเรื่องความเสียสละใหญ่หลวงนัก

และเป็นเรื่องของความรัก  ความเสียสละของเพื่อน  ยอมตายแทนกันได้  จึงจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนั้น

พูดกันถึงความ “มีใจนักเลง”  คนสมัยนี้คงไม่มีใครเข้าใจและรู้จัก

คุณอารับราชการทหารมานานเท่าๆ กับพ่อ  พอพ่อลาออกเพื่อรับบำนาญ  คุณหลวงจบฯ ก็ลาออกตามด้วย

ตระกูลของคุณอาหลวงจบกลศึกเป็นตระกูลหมอยา  คุณอามีพื้นความรู้ทางยาไทยมากมาย  พอลาออกเพื่อรับบำนาญแล้ว  คุณอาก็เปิดบ้านรับรักษาคนไข้

จำได้ว่าคุณอาเป็นหมอยาโด่งดังมาก  สมัยที่ผมเป็นหนุ่มแล้ว  จำได้ว่ามีซองยาหอมที่นิยมทั่วเมือง  เขียนหน้าซองว่า  “ยาหอมหลวงจบกลศึก”

ฉะนั้นเมื่อพ่อป่วยเป็นอัมพาต  ก็เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุดของคุณอา  พ่อจะไปไหนไม่ได้  ต้องมาอยู่กับคุณอา  และรักษากับคุณอาเท่านั้น

และสำหรับพ่อก็เช่นกัน  พ่อบอกว่าจะพาไปไหนไม่ได้  รักษากับใครก็ไม่ได้  ต้องมาหาคุณอาคนเดียวเท่านั้น

จึงไม่น่าประหลาดใจที่เพียงไม่กี่เดือนพ่อก็เดินได้  พูดได้  ทำอะไรได้เกือบเหมือนคนปกติ

ความมหัศจรรย์ไม่ได้อยู่ที่ยา  แต่อยู่ที่ใจที่ผูกพันกัน  รักกันแบบพี่น้องร่วมสาบาน  ต้องอยู่ด้วยกัน  และตายแทนกันได้นั่นเอง

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง