Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > โรคมะเร็งเต้านม ต่อต้านด้วยการกินอยู่แบบไทย

โรคมะเร็งเต้านม ต่อต้านด้วยการกินอยู่แบบไทย

จำนวนคนดู 249 คน | เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2558 เวลา 16:39 น.

โรคมะเร็งเต้านม กับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาแบบไทยๆ ที่กลมกลืนกับธรรมชาติแสดงตัวตนเด่นชัดขึ้นว่าสร้างสุขภาพดีได้อย่างน่าอัศจรรย์
เหมือนเช่น คุณธัญวรัตน์ ทนายกิจ หรือ คุณแป๋ว อายุ  52  ปี  ที่เป็นหนึ่งการพิสูจน์ความจริงนี้มาแล้ว  นับแต่พบมะเร็งเต้านมเมื่อครั้งทำงานเป็นแม่ครัวของร้านอาหารไทยที่นครชิคาโก  สหรัฐอเมริกา  การกินอยู่แบบไทยๆ ที่พวกเราคุ้นเคยก็สามารถพาเธอผ่านพ้นช่วงเวลาร้ายๆ ให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ได้กระทั่งปัจจุบัน

วันนี้เธอนำประสบการณ์กินอยู่ตามแบบฉบับแผ่นดินแม่มาบอกเล่าค่ะ

เมื่อมะเร็งถามหา

ในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่นครชิคาโก  ยี่สิบสี่ชั่วโมงในแต่ละวันของคุณแป๋วหมดไปกับงาน  งาน  และงาน  เธอยอมรับว่าวิถีชีวิตในช่วงนั้นทำให้การกินอยู่ผิดไปจากเดิม  นำมาซึ่งปัญหาที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งก็ว่าได้

“อยู่ที่นั่นเรากินอยู่ไม่เหมือนเดิม  ที่กินอยู่บ่อยๆ  คือ  พอร์คชอร์ป  แพ็คหนึ่งมี  7-8  ชิ้น  เก็บไว้กินได้เป็นสัปดาห์  ราคาก็ไม่แพงด้วย  ถ้าทำอาหารกินเอง  ก็ชอบกินเนื้อติดมัน  แหนม  หน่อไม้ดอง  แต่ก็ไม่ได้กินมาก  ผักไม่ค่อยน่ากิน  เพราะเดิมทีเราไม่ชอบกินผักอยู่แล้ว  กินได้ไม่กี่อย่าง  กินข้าวแค่สองมื้อ  กินมื้อเช้าเก้าโมง  เป็นกาแฟกับขนมปัง  บางครั้งก็กาแฟอย่างเดียว  มื้อกลางวันกินตอนบ่ายสอง  มื้อเย็นก็แล้วแต่งานเสร็จ  สามทุ่มถึงสี่ทุ่ม  คนที่โน่นเป็นแบบนี้กันทั้งนั้น  และเท่าที่เห็นเขาก็เป็นมะเร็งกันมาก”

มะเร็งเต้านม



นอกจากการรับประทานอาหารหลายอย่างที่ไม่ดีต่อสุขภาพแล้ว  ความเครียดที่มีเป็นระลอกๆ อยู่ทุกวันจากการต้องทำอาหารในช่วงเวลาที่มีลูกค้ามาก

เพียงปีกว่า  การกินอยู่ที่ไม่ถูกต้องและเจ้าความเครียดตัวร้ายที่ต้องประสบพบเจอไม่เว้นแต่ละวัน  ก็ช่วยกันทำลายสุขภาพจนเกิดความผิดปกติมากขึ้นทุกทีจนเธอรู้สึกได้

“ตอนนั้นเรารู้สึกเหนื่อยและเพลียมากขึ้น  นอนหลับเร็ว  จากที่ไม่เคยนอนตอนกลางวันก็นอน  กลางคืนก็นอนหลับเร็ว  ในตัวเหมือนมีกระแสไฟวิ่งอยู่  จะรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าอกอยู่เรื่อยๆ  เหมือนเจ็บที่หัวใจอย่างนั้น  ประจำเดือนก็มาวันเดียวหยุด  จนวันหนึ่งอาบน้ำแล้วสะดุดก้อนเนื้อก้อนใหญ่แข็งๆ อยู่ตรงหัวนมข้างซ้าย  ไปหาหมอ  หมอบอกว่าเป็นมะเร็งระยะที่  2  ที่กำลังลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง  นัดผ่าตัดหลังจากนั้นเจ็ดวัน”

วันนั้นคุณแป๋วนั่งรถไฟกลับบ้านด้วยสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ  ความหวังและกำลังใจที่พอจะมีอยู่บ้างเมื่อตอนขาไปก็เหือดแห้งจนแทบไม่มีเหลือ

กินอย่างไทยฟื้นฟูร่างกาย

ข่าวการเป็นมะเร็งของคุณแป๋วรู้ถึงเพื่อนสนิทมิตรสหายอย่างรวดเร็ว  ด้วยวิถีของสังคมไทยที่รักกันอย่างพี่น้อง  ทำให้น้ำใจจากเมืองไทยหลั่งไหลสู่ชิคาโกไม่ขาดสาย  ทั้งกำลังใจ  คำแนะนำจากญาติสนิทมิตรสหาย  และที่คุณแป๋วบอกว่าเป็นประโยชน์อย่างมากคือหนังสือสุขภาพจำนวนมาก

เมื่อได้ทบทวนตัวเอง  พยายามหาสาเหตุว่ามะเร็งมาได้อย่างไร  เรื่องแรกที่เธอคิดว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่จุดเชื้อการลุกลามของมะเร็งก็คือ  อาหาร

“ตอนนั้นเรากลัวเนื้อสัตว์ไปเลย  ยิ่งได้อ่านหนังสือเรื่องการดูแลตัวเองของคนเป็นมะเร็งที่น้องๆ ส่งมาให้จากเมืองไทย  ยิ่งแน่ใจว่านอกจากเรื่องกรรมพันธุ์ที่หมอบอกแล้ว  อาหารการกินก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราเป็นมะเร็งเหมือนกัน”

ครั้นเข้าใจถึงสาเหตุที่นำมาซึ่งการเป็นมะเร็ง  คุณแป๋วจึงเริ่มแก้ไขจากอาหารเป็นอันดับแรก  โดยหลังจากผ่าตัดสองเดือนเธอเข้ารับการให้เคมีบำบัด  จากการที่ได้หาความรู้เกี่ยวกับอาหารจากหนังสือสุขภาพที่ส่งมาจากเมืองไทย  เธอลงมือปฏิบัติควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบันทันที

“ช่วงนั้นไม่กินเนื้อสัตว์เลย  เดิมที่ไม่ชอบกินผักก็พยายามกินให้ได้ทุกชนิด  ถั่วลันเตากินไม่ได้ก็กิน  เช่น  ผัดผัก  ผัดไทยผัก  ราดหน้าผัก  เปลี่ยนมากินข้าวกล้อง  ทั้งหุงเป็นข้าวสวย  ปั่นเป็นโจ๊ก  กินปลา  ส่วนใหญ่เป็นปลาโซล (ปลาทะเลชนิดหนึ่ง  ประเภทปลาลิ้นหมา-ผู้เขียน)  เราก็ทำปลาผัดขึ้นฉ่ายกับขิงเป็นอาหารหลักเลย  กับสาหร่าย  อ่านชีวจิตเจอเรื่องกล้วย  ก็เริ่มกินกล้วยทุกเช้า  กินมะเขือเทศปั่น  แอ๊ปเปิ้ลปั่น  กินฝรั่ง  เพราะมีวิตามินซีสูง  แต่ผลไม้รสหวานจะไม่กิน”

การกินข้าวกินปลาแบบไทยๆ  หลังจากการผ่าตัดและทำเคมีบำบัด  8  ครั้ง  ทำให้คุณแป๋วฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว  เมื่อเดินทางกลับเมืองไทยเธอยังคงดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วยอาหารการกินแบบไทยๆ อย่างจริงจัง

“กลับมาถึงเมืองไทย  อาหารการกินอุดมสมบูรณ์  อยู่พัทยาจะเน้นกินข้าวกล้องกับผักจิ้มน้ำพริก  ถั่วพู  ผักบุ้ง  ถั่วฝักยาว  พวกผักพื้นบ้าน  ถ้าจอจะซื้อเลย  อย่างผักแพรว  ผักเหม็ด  ผักปลัง  ผลไม้ก็เลือกที่มีฤทธิเย็น  เพราะตอนนี้ในร่างกายเราก็ยังร้อนอยู่  เช่น  แก้วมังกร  พอกินผักเข้าไปแล้วรู้สึกว่าอร่อยขึ้นเรื่อยๆ  ทานได้หมดเลย  อะไรที่ดีต้องกินได้  เนื้อสัตว์จะเน้นปลาทะเล  อย่างปลาเก๋า  ปลาอินทรี  ปลาน้ำดอกไม้  และตอนนี้กินข้าวสามมื้อตรงตามเวลา  มื้อเช้าแปดโมง  มื้อกลางวันตอนเที่ยง  มื้อเย็นห้าโมง”

นอกจากอาหารหลักที่ดูแลอย่างเคร่งครัดแล้ว  เธอยังให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทยๆ ที่เป็นยาดีจากธรรมชาติด้วย

“เห็นสูตรน้ำสมุนไพรก็เลยอยากทำ  เพราะเชื่อว่ากินแล้วดี  อยู่ที่นั่นก็พยายามทำกินเอง  อย่างน้ำใบบัวบก  ตอนผ่าตัดและให้เคมีบำบัด  ออกไปไหนไม่ได้ก็ฝากเขาซื้อ  เพราะใบบัวบกแก้ช้ำในและช่วยสมานแผล  ลดการอักเสบ  ช่วงทำเคมีบำบัดเราจะร้อน  เหมือนจะปะทุออกมาเลย  จนกลับมาเมืองไทยก็ยังร้อนอยู่  ก็ทำกินเรื่อยมาเลย  ตอนนี้ดื่มวันละหนึ่งแก้วตอนบ่ายสามโมงทุกวัน  ดื่มสับเปลี่ยนกันไป  มีน้ำดอกอัญชัน  น้ำตะไคร้ผสมใบเตย  น้ำลูกสำรอง  ซื้อเอามาทำเอง  น้ำสมุนไพรกินแล้วก็ดี  สบายเนื้อสบายตัวดี”

จบกระบวนอาหารไทยที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย  ต่อไปเราไปตามดูการยืดเส้นยืดสายของคุณแป๋วกันบ้างว่าเธอออกกำลังกายด้วยวิธีแบบไทยๆ ตั้งแต่อยู่ในมหานครชิคาโกกระทั่งกลับถึงเมืองไทยอย่างไร

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง