Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > แผลเบาหวาน และการรักษาที่ถูกวิธี

แผลเบาหวาน และการรักษาที่ถูกวิธี

จำนวนคนดู 1023 คน | เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2558 เวลา 16:31 น.

แผลเบาหวาน รักษาให้ถูกวิธีอย่างไร เริ่มต้น เป็นเรื่องปกติของผม  เมื่อตรวจคนไข้เบาหวาน  ผมจะขอให้คนไข้ยกเท้าให้ก่อนเสมอ
จากเมื่อก่อนผมเริ่มตรวจคนไข้เบาหวานด้วยการมองหน้า  ซักประวัติ  และจ่ายยา  แต่ผู้ที่ทำให้ขั้นตอนการตรวจของผมเปลี่ยนไปคือ  คุณลุงเสงี่ยม

ลุงเสงี่ยมมารักษาโรคเบาหวานกับผมเมื่อห้าปีที่แล้ว  แกมีอาชีพเป็นคนขับรถรับจ้าง  มีภรรยาชื่อว่าป้าติ๋ม

ครั้งแรกผมตรวจร่างกายแกและให้ยารักษาเบาหวานไปกินที่บ้านโดยไม่ได้สังเกตอาการอื่นๆ เลย  และท่าทางลุงเสงี่ยมก็กระมิดกระเมี้ยนเหมือนว่าไม่อยากตรวจสักเท่าไร

จนอีกหลายเดือนต่อมา  ปกมาโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยอาการแผลเบาหวานที่เท้าลุกลาม  ผมจึงได้รู้ว่าแกพยายามปกปิดแผลที่เท้า

ผมก็รักษาจนแผลเริ่มดีขึ้น  แกก็กลับบ้านไป  แล้วก็กลับมาโรงพยาบาลอีกด้วยอาการเดิม  ซึ่งเกิดจากการที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้และมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการลุกลามของแผลเบาหวาน  เช่น  ไม่ควบคุมเรื่องอาหารและไม่ดูแลเท้า  มักจะเดินเท้าเปล่าไปไหนมาไหน

แผลเบาหวาน



และมาคราวนี้แผลลุกลามและมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก  ซักประวัติดูจึงรู้ว่า  แกเชื่อเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่และบอกกันว่า  แผลเบาหวานอย่างนี้ถ้าไปโรงพยาบาลต้องถูกตัดขาแน่และมีบางคนตายจากการตัดขาด้วย  ดังนั้นจึงหลอกให้แกซื้อยารักษา  ก็หมดเงินไปหลายพันอยู่ทีเดียว

วิธีการสุดท้ายที่เพื่อนบ้านแนะนำจนทำให้แกทนความเจ็บปวดไม่ไหว  ต้องมาโรงพยาบาลคือ  เขาแนะนำให้เอาเท้าจุ่มลงไปในน้ำเดือดแล้วเอายามาทา  โดยลุงเสงี่ยมให้ลูกสะใภ้ใช้กรรไกรตัดหนังที่เน่าๆ  ทิ้งออกไปเพื่อทายาให้ถึงแผล

ขั้นตอนนี้เองที่สร้างความเจ็บปวดจนแกทนไม่ไหว  จึงต้องมาโรงพยาบาลโดยไม่ได้ตั้งใจมารักษาเบาหวาน  แต่ตั้งใจมาให้หมอฉีดยาชาที่แผลเพื่อกลับบ้านไปให้ลูกสะใภ้ใช้กรรไกรตัดหนัง  ทายาเช่นเคย  เพื่อแกจะได้ไม่เจ็บปวด

ลุงเสงี่ยมคงเหมือนกับชาวบ้านอีกหลายคนที่หมดหนทางรักษา  อะไรที่คนบอกว่าช่วยได้ก็เลยคิดจะลอง  โดยไม่สนใจว่าเขามาหลอกหรือเปล่า  มันปลอดภัยหรือเปล่า

ผมตรวจอย่างละเอียดก็บอกกับแกว่า  ต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลใหญ่อีกที  เพราะโรงพยาบาลของผมไม่มีศักยภาพพอ  และบอกได้ว่า  แผลขนาดนี้ต้องตัดเท้าเท่านั้น  เพราะมันลุกลามขึ้นมามากและเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด

แต่พอไปถึงโรงพยาบาล  ลุงเสงี่ยมก็ไม่ยินยอมให้ตัดขา  ทางโรงพยาบาลต้องดูแลแบบส่งไปส่งกลับ  ส่งไปส่งกลับอยู่อย่างนั้น  จนผมรู้สึกว่าไม่ได้เรื่องแล้ว  และไม่เข้าใจว่าทำไมแกต้องกลัวการถูกตัดขามากขนาดนั้น  ทั้งๆ ที่มันจะช่วยให้แกปลอดภัย  จึงนั่งคุยกันอย่างจริงๆ จังๆ

ลุงเสงี่ยมบอกผมว่า  แกไม่ต้องการเป็นผีไม่มีขา  แกอยากตายครบ  32  ผมจึงได้คิดว่า  เอ้อ  ความเชื่อคนเรานี่มันมีผลขนาดนี้เชียวเหรอ  ผมก็คุยกับลุงเสงี่ยมไปเรื่อยๆ  แกก็ตอบผมว่า  อีกอย่างคือ  ยังอยากขับรถอยู่  ขับมาเกือบ  40  ปีแล้ว  ยังอยากทำงานอยู่

ผมจึงเปลี่ยนทัศนคติใหม่และเปลี่ยนวิธีการรักษาที่เมื่อก่อนคิดแต่จะตัดขาแกท่าเดียว  มาเป็นว่าจะรักษาอย่างไรไม่ให้แกถูกตัดขา

ผมใช้วิธีขั้นพื้นฐานมากเลย  คือ การล้างแผลด้วยน้ำเกลือ  ซึ่งเป็นวิธีธรรมดามาก  ล้างด้วยความตั้งใจเป็นอย่างสูง  ล้างทุกวัน  บวกกับการให้ยาควบคุมระดับน้ำตาล  ซึ่งต้องบอกว่าเคสของลุงเสงี่ยมเป็นเคสพิเศษมาก  บวกกับแกมีความมุ่งมั่นและตั้งใจมาก

ลุงเสงี่ยมมานอนรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลของผมเกือบสี่เดือน  แผลเริ่มดีขึ้น  แต่ยังต้องล้างแผลอย่างถูกต้องทุกวัน

วันหนึ่งแกร้องไห้อยากกลับบ้านเพราะตรงกับช่วงทอดกฐิน  จึงอยากกลับไปทำบุญ  เพราะแกทำบุญกฐินทุกปีไม่เคยขาด  ผมก็ไม่อยากให้กลับเพราะเป็นห่วงเรื่องแผล  แต่แกร่ำร้องอยากจะกลับท่าเดียว  ผมจึงต้องส่งประวัติแกไปให้เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเป็นผู้ช่วยดูแลต่อ  เพราะสิ่งสำคัญในขณะนี้คือการล้างแผลอย่างถูกต้อง

เมื่อแกมาอยู่บ้านและได้ทำบุญกฐินสมใจ  แกก็มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น  ระหว่างอยู่บ้านก็มีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยมาล้างแผลให้ทุกวัน  ซึ่งก็ค่อนข้างจะเป็นภาระให้กับเจ้าหน้าที่อยู่เหมือนกัน

และในขณะเดียวกัน  ป้าติ๋มภรรยาคู่ใจก็เห็นขั้นตอนการล้างแผลทุกวันจึงจำได้และบอกว่า  จะเป็นคนล้างแผลให้สามีเอง  แต่ขอให้เจ้าหน้าที่แนะนำให้อย่างละเอียดเท่านั้นพอ

เจ้าหน้าที่มาเล่าให้ผมฟัง  ผมก็อนุญาตและให้ป้าติ๋มไปเบิกอุปกรณ์ที่สถานีอนามัยเพื่อมาล้างแผลให้สามี

อีกหลายเดือนต่อมาแผลที่เท้าของลุงเสงี่ยมก็หายเป็นปกติด้วยฝีมือป้าติ๋ม  จากนั้นแกต้องฝึกการเดินอยู่สักพักหนึ่งจึงกลับมาเดินได้เป็นปกติ  เพราะแผลเบาหวานทำลายเท้าไป  70  เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันนี้ลุงเสงี่ยมกลับมาขับรถหาเลี้ยงครอบครัวได้ตามปกติ  และแกเริ่มรู้จักดูแลตัวเอง  เวลามีแผลเล็กน้อยที่เท้าจะโวยวายเสียใหญ่โตแล้วรีบมาโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว  ไม่ปล่อยให้แผลลุกลาม

ลุงเสงี่ยมจึงเป็นคนไข้ที่ให้อะไรผมหลายอย่าง  เช่น  การตรวจคนไข้เราได้รู้จักอะไรแกบ้าง  เรามัวแต่ดูร่างกายแก  แต่เราไม่เคยรู้จักชีวิตแกเลย  เราจึงไม่เข้าใจวิธีการรักษาอย่างตรงใจสักที

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง