Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > แว่นตา กับสุขภาพรักษาโรค

แว่นตา กับสุขภาพรักษาโรค

จำนวนคนดู 694 คน | เผยแพร่เมื่อ 14 พ.ค. 2558 เวลา 17:01 น.

แว่นตา นี้นะจะบ้าจริง  วันไปวัดสายตาเพื่อทำแว่น  ใช้เวลาคุยกับหมอสามชั่วโมง
เสียตังค์แล้วนะ  และเป็นเงินของเราเอง  ก็ยังนัดเอาแว่นไม่ได้  เพราะต้องไปเรียนใส่แว่นก่อน

การเรียนวันแรก  หมอจะบอกวิธีการใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า

พอเรียนอีกวัน  พี่ต้องบอกขั้นตอนต่างๆ ให้หมอฟังตามที่เรียนมา  หมอจะบอกว่าผิดว่าถูก  และทำความเข้าใจร่วมกัน  กินเวลาอีกสองชั่วโมงกว่า

วันสุดท้ายเหมือนสอบไล่ปลายภาค  นำเอาทฤษฎีและประสบการณ์ของทุกวันมาใช้ปฏิบัติกับแว่นจริงของเรา  ถ้าทำได้ครบถูกต้อง  ก็จะผ่านและจะได้แว่นตามา

แว่นสายตา



ในชีวิตการทำแว่น  เคยแต่ไปร้านแว่น  เอาคางไปเกยไอ้เครื่องวัดสายตาสัก  5  นาที  แล้วก็ไปทดลองใส่เลนส์ต่างๆ  อ่านตัวหนังสือและตัวเลขบนข้างฝาว่าชัดไหม...ชัด  แล้วทดลองอ่านหนังสือในระยะใกล้  ระยะไกลสัก  10  นาทีเป็นอันเสร็จ

ถ้าไม่ต้องการยุ่งยาก  ไปเดินช็อปปิ้งแล้วกลับมารับแว่น  หรือไม่ก็มารับอีกวัน

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไปทำแว่นแล้วต้องไปหาหมอ  4  วัน  ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสิบชั่วโมง

เรื่องมันเป็นอย่างไรเหรอเธอ...

ก็พี่น่ะจะเกิดอาการภูมิแพ้เป็นประจำทุกเช้า  จะจามเป็นชุดใหญ่  และสั่งน้ำมูกจนดั้งจมูกสะเทือนเลย

ถ้ามีดั้งปลอมคงจะกระเด็นออกมาทั้งยวง

นี่ดั้งจริงก็ยุบไปตั้งเยอะ  หน้าตาเลยลับไปที่ราบสูงที่เดินทางจากมา

ผ้าเช็ดหน้าเจ็ดสีจะเป็นเครื่องยศของพี่  วันไหนก็จะใช้สีตามวันนั้น  น้ำมูกชุ่มโชกชวนให้น่ารังเกียจ

พี่เคยอ่านเจอในชีวจิตเรื่องฝังเข็มแล้วหาย  ก็ไปฝังทุกอาทิตย์  ครั้งละสิบกว่าเข็ม  ทำอยู่นานหลายเดือน

หมอก็มีเมตตาเป็นพิเศษ  ทั้งฝังเข็ม  ทั้งใช้แก้วลนไฟทำให้เป็นสุญญากาศภายในแล้วมาจุ๊บตามเนื้อหนังมังสาเป็นวงกลมแดงก่ำ

วันหนึ่งประสารทสัมผัสของพี่คงตายด้าน  หมอจุ๊บให้ที่แผ่นหลังตรงเนื้อเนียนสวยของพี่

พี่ก็ว่าร้อนนะ  เอ๊ะ...หรือมันต้องเป็นอย่างนี้

พอพยาบาลมาเอาออกให้เท่านั้น  มันพองแดงและสุกทั้งสองวงเลย  ถ้าเป็นอาหารก็คงเป็นประเภทสุกๆ ดิบๆ

พี่ต้องนุ่งผ้านุ่งและเคียนอกอยู่เกือบสองอาทิตย์  และนอนหงายไม่ได้  ต้องนอนตะแคง  เพราะเนื้อตรงนั้นพองใสเหมือนลูกองุ่นเล็กๆ เรียงกันเป็นครึ่งวงกลมและเป็นจันทร์เสี้ยวตามรูปถ้วยแก้ว

ซึ่งก็ยังเป็นแผลเป็นจารึกอยู่ที่แผ่นหลังจนบัดนี้

สนิทๆ กันจะเปิดให้ดู

ป้าอี้บอก  “อีฟาย...(ควาย)  เอ๊ย...ฉันว่าแกน่าจะเช็คประสาทรับรู้ร้อนเย็นก่อนรักษาภูมิแพ้นะ”

แหม...ป้ายุง  ก็พี่คิดว่าเป็นความร้อนในขั้นตอนการรักษา  ใครจะรู้ว่าเนื้อบอบบางนุ่มเนียนของพี่จะทนความร้อนไม่ได้

หน้าร้อนที่ผ่านมาเลยพลาดถ่ายบิกินี่หรือถ่ายบอดี้เพ้นท์ลงปกเลย  เพราะบริเวณหลังมีเดือนรูปเคียวเกี่ยวกิ่งฟ้าอยู่สองวง

เพื่อนฝรั่งบอกให้ซูหมอเลย  เพราะขัดอาชีพ  ทำให้เปิดแผ่นหลังไม่ได้

พี่น่ะนะจะฟ้องร้องใคร  ก็รู้ว่าหมอไม่ได้ตั้งใจ  ออกจะพยายามทุกทางอยากให้หายนะ

แก่แล้ว  คงไม่ได้เปิดหลังให้ใครดู

พอเล่นละคร  ใส่เสื้อคอกระเช้า  แผนกแต่งหน้าเขาเอารองพื้นมากลบๆ  ก็ไม่เห็นเอง

พี่ดูๆ อีกที  รอยนี้เหมือนวัวควายที่ถูกตีตราด้วยเหล็กลนไฟร้อนๆ

ชาติที่แล้วพี่คงทำไว้มั้ง  เลยมาใช้กรรม

ตกลงภูมิแพ้ก็ไม่หาย  บนหลังก็มีแผลสองวง

ทุกเช้าและเมื่อมีเหตุกวนการหายใจ  ก็จะจามสนั่นหวั่นไหวอยู่เหมือนเดิม  หรือบางคราวก็มากกว่า

อีอาการคือการปวดร้าวต้นคอ  ราวบ่า  และสะบักทางด้านขวา  ซึ่งเป็นบ่อยมากเลย

ไปนวดคลายเส้นคลายกล้ามเนื้อทีละหลายๆ ชั่วโมง  จนนิ้วหมอแทบจะผลุบเข้าไปในเนื้อของพี่  ทั้งใช้ลูกประคบจนตัวเหลืองเหมือนไก่ย่างขมิ้น

อาการปวดก็ยังมาเยือนสม่ำเสมอ

ไปไหนๆ  ก็หาคนนวด  อยู่บ้านก็ให้บริวารนวด  อยู่กองถ่ายก็ช่างกล้อง  ช่างไฟ  ช่างฉาก  ใครที่ดูมือแข็ง  กำยำ  จะตกเป็นเหยื่อพี่หมด

พี่จะหันหลังให้เขา  บอกบีบไหล่ให้ป้าหน่อยนะ  สักสองสามที  ปวดจนเล่นละครไม่ไหวแล้ว

เขาก็สงสารหญิงชรา  บีบๆ นวดๆ ให้

ความจริงถ้าไปกวนตอนเขาจัดไฟ  จัดฉากกันเหนื่อยๆ  คงโดนขาไฟแพ่นกบาลสักวัน

แต่เขาคงไม่ทำหรอกนะ  ดูมีเมตตากันทุกคน...

แล้วมาเกี่ยวกับแว่นตาได้อย่างไร...

ก็พี่จามเสียจนน่ารำคาญ  แล้วก็ปวดจนน่าเบื่อหน่าย  ตามเนื้อตัวจะมีกลิ่นยาหม่องและน้ำมันเหลืองที่ชโลมตรงที่ปวด  ให้ความร้อนของยากลบความปวด

พี่ไปตรงไหน  กลิ่นน้ำมันจะตามไปตลบอบอวลอยู่ตรงนั้น

จนวันหนึ่งจารุณีมาบอกว่า  “ครูสอนปั้นของหนูเป็นภูมิแพ้แล้วไปตัดแว่นตาใส่ก็หาย  พี่ลองดูไหม”

พี่ก็คิดในใจอย่างที่บอกกเธอแหละว่า  ท่าจะบ้า...แว่นตารักษาโรค

แต่ไม่อยากขัดความหวังดี  เลยคุยกับครูสอนปั้น  จึงได้ชื่อร้านและเบอร์โทร.เพื่อติดต่อดู

ครูบอกว่า  “ผมจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น  เดี๋ยวเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ  คุณไปลองดู”

พี่ก็ลองดู  เพราะไม่เห็นจะเสียหายอะไรกับการไปคุยเรื่องแว่นตา  จะเอาหรือไม่เอา  เรื่องของเรา

และที่สำคัญ  พี่คิดว่าคนเราไม่ควรปิดโอกาสที่ตัวเองจะรับรู้ข้อมูลต่างๆ  ดีจะได้บอกต่อ  ไม่ดีจะได้ประจาน

มีวิธีการอีกหลายวิธีการที่จะดูแลสุขภาพและรักษาโรค

เรื่องต่างๆ ก็ต้องใช้ความคิดและพิจารณาดู

เรื่องที่จะเล่ามันยาว  จดหมายฉบับนี้หมดเนื้อที่แล้ว  เก็บไว้ให้คันเล่นๆ นะเธอ  แล้วจะเล่าเรื่องรอการพิสูจน์ให้ฟัง

ก็ตัดแว่นครั้งละ  15  นาที  ใส่มาทั้งชีวิตแล้ว

นี่ไปตัดแว่นแล้วต้องคุยรายละเอียดและทดลองไป ๆกลับๆ 4  วัน  คงจะไม่มีอันตรายอะไร

เขาไม่ได้ให้กินยา  ฉีดยา  ผ่าตัด  มีอะไรก็เขวี้ยงแว่นทิ้งก็หมดเรื่อง

พี่น่ะเหลือแค่ไปสอบไล่ตอนรับแว่นเท่านั้น  อยากให้ถึงวันรับแว่นจริงๆ  แล้วเอามาทดลองใส่  จะต้องจับผิดดูสักหน่อย

เพราะตอนนี้ยังไงๆ พี่ก็ยังคิดว่า  ท่าจะบ้า...แว่นตารักษาโรค

ขอให้ตาดี...ไม่มีโรคภัยนะเธอ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง