Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > มะเร็งเต้านม อาจมีสาเหตุมาจากผื่นผิวหนัง

มะเร็งเต้านม อาจมีสาเหตุมาจากผื่นผิวหนัง

จำนวนคนดู 1784 คน | เผยแพร่เมื่อ 14 พ.ค. 2558 เวลา 16:27 น.

มะเร็งเต้านม หลายๆ คนพูดว่า  หมอผิวหนังน่ะสบาย  เจอแต่ปัญหาความสวยงาม  รักษาแต่สิวฝ้า
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ  ใช่ว่าหมอผิวหนังจะพบแต่ปัญหาความสวยความงามแต่อย่างเดียวเสียเมื่อไร  โรคผิวหนังยังครอบคลุมไปถึงโรคต่างๆ มากมาย  ทั้งที่เป็นโรคผิวหนังเอง (โรคผิวหนังก็มีทั้งที่เกี่ยวกับปัญหาความงามและที่ไม่เกี่ยวกับปัญหาความงาม)  และโรคเกี่ยวกับระบบอื่นๆ ของร่างกายที่มีอาการทางผิวหนัง

ดังนั้นกว่าที่จะเป็นแพทย์ผิวหนังจะต้องท่องตำราและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ มากมาย  แพทย์ที่เคยเรียนทางด้านอายุรศาสตร์มา  แล้วมาเรียนต่อทางด้านผิวหนัง  จะบอกกันทั้งนั้นเลยว่า  นึกไม่ถึงเลยว่ากว่าจะจบเป็นแพทย์ผิวหนังที่สมบูรณ์ต้องเรียนรู้มากมาย  จนตำราอายุรศาสตร์ที่ว่าเยอะแล้วยังเทียบไม่ติดเลย

มะเร็งเต้านม



ที่เล่ามานี้  ผมกำลังจะบอกว่า  บ่อยครั้งแพทย์ผิวหนังอย่างผมต้องเจอกับปัญหาผิวหนังที่ไม่ใช่เรื่องแบบสวยๆ งามๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจเลยครับ

ดังเช่นคนไข้รายนี้ที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง

ประมาณสี่เดือนก่อนมีคนไข้รายหนึ่งเป็นอาจารย์สอนโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่ง  มาหาผมด้วยอาการเป็นผื่นแดงที่หน้าอก  ผื่นนี้ลามมาหลายเดือนแล้ว

เดิมทีอาจารย์ท่านนี้เคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างขวาและเคยรับการรักษาด้วยการผ่าตัดไปเมื่อหลายปีก่อน  หลังรับการผ่าตัด  แพทย์แนะนำให้ท่านับการฉายรังสีต่อเพื่อกำจัดเซลล์ร้ายที่อาจยังหลงเหลืออยู่

หลังจากการรักษาเสร็จสิ้น  อาการต่างๆ ก็เป็นปรกติดี  จนอยู่ๆ พบว่ามีผื่นแดงลามขึ้นที่ทรวงอกบริเวณที่เคยผ่าตัดและได้รับการฉายรังสีไป

ตอนแรกมีผื่นอยู่เพียงนิดเดียว  แต่ต่อมาได้ลามออกไปเรื่อยๆ  อาจารย์ท่านนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ  กลับไปพบแพทย์โรคมะเร็งที่เคยรักษาอยู่

แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นผื่นผิวหนังอักเสบซึ่งเกิดจากการฉายรังสี  จึงให้ยาทามาทาเพื่อรักษา  แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าผื่นจะหายไป  แต่กลับลามออกๆ มากขึ้นเรื่อยๆ  คนไข้ก็ยังไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ  ซึ่งแพทย์ก็ได้สั่งจ่ายยาทาแก้แพ้มาทาตลอด

คนไข้ชักสงสัยว่าทำไมอาการผื่นไม่ดีขึ้น  จึงได้เรียนถามแพทย์ไปว่า  ใช่อาการของโรคมะเร็งเดิมกลับมากำเริบใหม่หรือไม่

ซึ่งแพทย์ยังคงยืนยันว่าไม่ใช่อาการของมะเร็งแน่นอน  เพราะมะเร็งไม่น่าจะมีอาการเป็นผื่นแดงแบบนี้  ถ้าเป็นมะเร็งกำเริบน่าจะมีลักษณะเป็นก้อนมากกว่า

เวลาผ่านไปหลายเดือน  อาการผื่นแดงยังคงลามออกมากจนไม่น่าไว้วางใจ  แพทย์ทางแผนกรังสีจึงแนะนำให้ไปพบแพทย์ทางด้านผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ผมได้พบอาจารย์ท่านนี้

ส่วนอาการที่ผมตรวจ  พบว่าบริเวณเต้านมข้างขวาซึ่งได้รับการผ่าตัดออกไปแล้ว  แผลผ่าตัดยังดูเห็นเป็นแนวเรียบร้อยดี  แต่ผิวหนังบริเวณนั้นกลับแดงก่ำตีเป็นวงกว้างออกไป  และถ้าดูให้ละเอียดดีๆ แล้ว  จะพบว่าที่ขอบผื่นจะมีตุ่มเล็กๆ สีแดงฉ่ำกว่าตรงผื่น

ผมได้ลองใช้มือคลำที่บนผื่นตุ่มเหล่านั้น  พบว่ามันสะดุดมือครับ  ก็คือไม่ใช่แค่เป็นผื่นเรียบเพียงอย่างเดียว  แปลว่าอะไร  ก็แปลว่าตุ่มเล็กๆ เหล่านั้นน่าจะเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์มะเร็งที่กระจายมาออกันอยู่

เซลล์มะเร็งเหล่านั้นไม่ได้มารวมกันเป็นก้อนที่ขนาดใหญ่พอจนเห็นได้ชัดว่าเป็นก้อน  แต่กลุ่มของเซลล์มะเร็งที่มารวมกันนั้นเป็นกลุ่มแบบเล็กๆ เท่านั้น  ทำให้มองเผินๆ เหมือนผื่นเท่านั้นเอง  ทำให้ยากต่อการวินิจฉัยว่าจะเป็นมะเร็ง

ผมให้การวินิจฉัยในใจว่าเป็นอาการของมะเร็งเต้านมที่กำเริบและลามมาที่ผิวหนัง

อาการของมะเร็งเต้านมที่ลามมาที่ผิวหนังมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกันครับ

รูปแบบแรกเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยๆ และไม่ยากที่จะวินิจฉัย  คือมาด้วยอาการเป็นก้อนชัด

บางรูปแบบมาด้วยผิวหนังบริเวณนั้นแข็ง  บางครั้งแข็งได้อย่างกับหินเลยทีเดียว  ตำราแพทย์จะอธิบายมะเร็งเต้านมแบบนี้ไว้ว่า  เหมือนคนใส่เกราะเอาไว้เลยละครับ

และอีกรูปแบบหนึ่งคือมาด้วยอาการผื่นแดง  ดูแล้วคล้ายกับเป็นอาการติดเชื้อที่ผิวหนังที่เรียกว่าไฟลามทุ่ง  ทำให้แพทย์บางท่านให้การวินิจฉัยผิดพลาดได้  บ้างก็ว่าเป็นผื่นผิวหนังอักเสบ  บ้างก็ว่าเป็นผื่นติดเชื้อ  ซึ่งก็เป็นอาการแบบที่คนไข้รายนี้เป็นครับ

หลังจากผมได้วินิจฉัยแล้วว่าคนไข้น่าจะเป็นมะเร็งลามมาที่ผิวหนัง  แต่ก็เพียงวินิจฉัยในใจนะครับ  ไม่กล้าบอกคนไข้ไปตรงๆ  เพราะกลัวจะเสียกำลังใจ  และบางทีผมอาจวินิจฉัยผิดก็ได้  ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจก็ยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้แน่นนอนร้อยเปอร์เซ็นต์

ผมจึงบอกไปแบบกลางๆ ว่า  อาการนี้อาจจะเป็นมะเร็งลามมาก็ได้  แต่ก็อาจไม่ใช่  ถ้าต้องการการวินิจฉัยที่แน่นอน  ควรตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

แม้ผมจะไม่ได้วินิจฉัยแบบแทงลงไปเลยว่าใช่แน่ๆ  คนไข้ยังเกิดอาการวิตกอย่างเห็นได้ชัดจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  ผมก็ได้แต่ปลอบใจว่า  ยังไม่แน่  อย่างไรก็ต้องรอผลตรวจชิ้นเนื้อให้ดีเสียก่อน  เผื่อโชคดีอาจเป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งก็ได้

แม้ผมจะภาวนาขอให้ผมวินิจฉัยผิด  แต่ผลชิ้นเนื้อที่ได้ในอีกหนึ่งอาทิตย์ถัดมาก็กลับมาว่า  โรคร้ายที่วิตกกำลังลามอยู่ที่ผิวหนังบนหน้าอกข้างขวาจริงๆ

เมื่อเธอทราบผลที่แน่ชัดแล้ว  เธอร้องไห้ออกมาและมีอาการคับแค้นใจว่า  เธอก็ไปหาหมอมาตั้งแต่แรก  ทำไมหมอถึงวินิจฉัยไม่ได้  ปล่อยให้ลามออกจนเป็นวงกว้างขนาดนั้น

ผมเห็นใจเธอมากครับ  เข้าใจดีว่า  ถ้าเป็นผม  ผมก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน  แต่ผมก็เห็นใจหมอท่านนั้นด้วย  เพราะอาการแบบที่เธอเป็น  อย่างที่บอกแล้วครับว่าเป็นมะเร็งแบบที่วินิจฉัยยาก

แต่อย่างน้อยน่าจะเป็นบทเรียนสอนใจสำหรับแพทย์และคนไข้อื่นๆ ด้วยว่า  คนที่เคยมีประวัติเป็นมะเร็งมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งที่ไหนก็ตาม  ถ้าเกิดอาการผิดปรกติอะไรที่บริเวณนั้นก็อย่าได้นิ่งนอนใจ  ให้รีบหาสาเหตุทันที  เพราะมันอาจเป็นอาการของมะเร็งที่กลับมากำเริบก็เป็นได้

ผมแนะนำให้เธอกลับไปพบแพทย์รังสีเพื่อฉายรังสีรักษาเพื่อทำลายเนื้อร้ายต่อ  ขณะเดียวกันผมได้ถามถึงวิธีการกินอาหารของเธอ

ซึ่งพบว่าอาจารย์ท่านนี้นิยมบริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์  ไม่ค่อยได้รับประทานอาหารพืชผักเสียเท่าไร

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์เหล่านี้แหละครับไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเอาเสียเลย  มีหลายโรคพบว่าเกี่ยวข้องกับการบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด  เช่น  มะเร็งลำไส้ใหญ่

ดังนั้นผมได้แนะนำให้เธอกินอาหารแบบชีวจิตควบคู่ไปกับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน  ซึ่งน่าจะให้ผลการรักษาดีขึ้นและดีกว่าการบริโภคอาหารแบบเดิมๆ  โดยให้เธอลองปรึกษาอาจารย์สาทิสดู  พอดีเธอบอกว่าเพื่อนของเธอรู้จักกับลูกชายอาจารย์สาทิสหรืออย่างไรจำไม่ได้แน่  เธอจึงขอไปปรึกษาอาจารย์เอง  โดยในตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าเธอจะปรึกษาอาจารย์สาทิสเพื่อใช้ชีวิตในแนวชีวจิตตามที่ผมแนะนำจริงๆ หรือไม่

ผมได้ขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้เพราะรู้สึกเป็นห่วง  เห็นว่าเธอค่อนข้างกังวลใจอย่างมากในโรคร้ายที่ต้องเจอซ้ำสอง  เผื่อจะได้โทร.ไปถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ผมเคยโทร.ไปหาหลายครั้ง  แต่ไม่ได้เจอตัวเลย  ทราบแต่ว่าตอนนี้ไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลโดยการฉายแสงอยู่เป็นประจำ

ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง  ผมโทร.ไปเจอตัวจนได้ครับ

เธอได้เล่าให้ฟังว่าตอนนี้ฉายรังสีจนครบคอร์สแล้ว  ร่วมกับอาหารชีวจิตตามที่เธอขอคำแนะนำจากอาจารย์สาทิส (ผมดีใจครับที่เธอหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพจริงๆ)

ตอนนี้อาการเธอดีขึ้นมากแล้ว  ผื่นแดงตอนนี้หายไปแทบหมดสิ้น  สุขภาพกายและสุขภาพใจก็ดีขึ้นมาก  น้ำเสียงทางโทรศัพท์ก็ไม่ได้ดูวิตกกังวลอย่างเมื่อวันที่ผมเจอครั้งสุดท้าย

ผมรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก  เพราะมีส่วนช่วยให้อาการของโรคร้ายจางหายไป  อย่างน้อยก็สามารถทำให้เธอหันมามีสุขภาพดีได้

เห็นไหมล่ะครับ  คนอื่นคงไม่รู้หรอกว่าหมอผิวหนังก็ต้องเจอโรคแบบนี้เหมือนกัน  โรคที่ไม่ใช่ปัญหาคอสเมติก  โรคที่เป็นอันตรายคุกคามกับชีวิต  โรคที่อาศัยความละเอียดอ่อนในการดูแลจิตใจคนไข้

แล้วไว้โอกาสหน้าจะเล่าถึงประสบการณ์ที่หมอผิวหนังต้องพบ  ที่คนภายนอกอาจไม่รู้  แม้แต่พวกแพทย์ด้วยกันเอง  แต่เป็นแพทย์ทางด้านอื่น  ยังคิดไม่ถึงเลยครับ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง