Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ปากแหว่ง เพดานโหว่ และ ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

ปากแหว่ง เพดานโหว่ และ ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

จำนวนคนดู 830 คน | เผยแพร่เมื่อ 14 พ.ค. 2558 เวลา 16:24 น.

ปากแหว่ง เพดานโหว่ นั้น  แม้จะมองไม่เห็นความบกพร่องที่ชัดเจนจากการมองภายนอก  แต่ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตนั้นสาหัสอยู่ไม่เบา
จากชมภาพยนตร์เรื่อง  “Red  Dragon”  ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของ  “Dr.Hannibal”  คุณหมอโรคจิตที่พิสมัยการรับประทานเนื้อมนุษย์  รวมทั้งตับอ่อนและสมอง  รับบทโดยดาราเจ้าบทบาท  แอนโธนี่  ฮ็อปกินส์  ที่สบโอกาสสร้างชื่อจากบทของ  Dr.Hannibal  ได้คะแนนไปมากโขอยู่  (รู้สึกว่าตอนแรกคือ  The  Silence  of  the  Lamb  ที่เล่นเฉือนบทกับหญิงแกร่ง  โจดี้  ฟอสเตอร์  นั้น  เขาจะได้รับรางวัลออสการ์ด้วยกระมัง  ไม่แน่ใจนะครับ  รู้แต่ว่าลุงฮ็อปกินส์แกได้ออสการ์แน่ๆ  แต่ไม่ทราบว่าได้จากบทบาทใด)

ประเด็นแรกก็คือ  ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีตัวอย่างของการใช้  “รอยกัด” (bite mark)  เป็นหลักฐานในการมัดตัวฆาตกรโรคจิตที่ก่อคดีสยองข่มขืนฆ่า  และมีการทิ้งรอยกัด “เขี้ยวฉลาม” ไว้ตามอวัยวะของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายด้วย  แต่ “รอยกัด” ในเรื่องนี้กลับเป็นการช่วยฆาตกรอำพรางคดี  เพราะมันไม่ได้ใช้ฟันจริงๆ ของตัวเองกัดเหยื่อ  แต่มันใส่ฟันปลอมทั้งปาก  ที่ตกแต่งปลายฟันหน้าให้แหลมดูประหนึ่งฟันฉลามทุกซี่

ใครที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ทันได้สนใจว่าผู้ร้ายรายนี้ไปเอาฟันปลอมทั้งปากมาจากไหน  แต่ในสายตาของทันตแพทย์แล้วประเด็นนี้มีคำอธิบายครับ  กล่าวคือ  ผู้ร้ายเคยมีความบกพร่องในช่วงพัฒนาการของใบหน้า  โดยส่วนของริมฝีปากไม่เชื่อมต่อกันด้านหนึ่ง  เป็นความบกพร่องที่เรียกว่า  “ปากแหว่ง”  เมื่อเป็นข้างเดียวจะเรียกว่า  Unilateral “Cleft Lip”  นอกจากนี้สาวตาบอดที่หลวมตัวไปหลงรักฆาตกรรายนี้ก็ได้ทักว่าเสียงพูดของเขาฟังดูก้องกังวานต่างจากคนทั่วไป  แสดงว่าเคยมีความบกพร่อง  “เพดานโหว่” (Cleft Palate) ร่วมด้วย  แต่คงจะได้รับการผ่าตัดทำศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปิดรอยโหว่ของเพดานปากไปในระดับหนึ่งแล้ว

ปากแหว่ง เพดานโหว่



ทว่าก่อนที่จะมีการผ่าตัดแก้ไขปิดรอยโหว่นั้น  ผู้ที่มีความบกพร่อง “เพดานโหว่”  อาจมีความจำเป็นต้อง “ใส่ฟันปลอมทั้งปาก  เฉพาะฟันบน”  เพื่ออาศัยฐานอะครีลิกของฟันปลอมนั้นปิดรอยโหว่ของเพดานปากเอาไว้พลางก่อน  เหตุที่ต้องปิดรูโหว่นี้ไว้จะได้กล่าวถึงต่อไป

ผู้ป่วย  “ปากแหว่ง”  หรือ  “แพดานโหว่”  หรือเป็นทั้งสองอย่างคือปากแหว่งร่วมกับเพดานโหว่นั้นน่าเห็นใจ (แต่อย่าไปสงสารหรือสมเพชเขานะครับ  เพราะจะยิ่งให้เขาเกิดปมด้อยมากขึ้น)  ในกรณีของปากแหส่งนั้น  ผลกระทบชัดเจนคือเรื่องของใบหน้าที่ดูผิดประหลาดและเสียงพูดที่ไม่ชัดเจนเป็นบางคำ  โดยเฉพาะคำที่จำเป็นต้องใช้ริมฝีปากช่วยในการออกเสียง  เช่น  พ  ฟ  ซ  เป็นต้น

นอกเหนือจากเสียงพูดที่ก้องกังวานจนฟังไม่ชัดแล้ว  เรื่องของการรับประทานอาหารกลายเป็นปัญหาใหญ่ของพวกเขา

จะไม่ให้เป็นปัญหาได้อย่างไรล่ะครับ  ในเมื่อเรากินอาหารทางช่องปากและหายใจทางช่องจมูก  แยกช่องกันชัดเจนโดยเพดานปากเป็นตัวแบ่ง (แบบช่อง  3  กับช่อง  7  ทำนองนั้น)  แต่คนที่เป็นเพดานโหว่นั้น  สองช่องดังกล่าวมันทะลุถึงกันกลายเป็นโพรงใหญ่เดียวกัน  ดังนั้นเวลาจะกลืนอาหาร  หมูเห็ดเป็ดไก่ก็จะพยายามย้อนมาออกทางรูจมูกให้เป็นที่ทุลักทุเล

ความจริงพวกเขาเดือดร้อนกันมาตั้งแต่ตอนเป็นทารกแบเบาะแล้วครับ  เพราะเวลาจะดูดนมนั้น  เพดานปากเป็นอวัยวะสำคัญที่จะมีความขรุขระทางด้านหน้าที่เรียกว่า  Rugae  คอยกระชับศีรษะนมของมารดา (หรือศีรษะนมปลอมยี่ห้อ  Nuke  ก็ตาม)  คุณลองกระดกลิ้นขึ้นไปละเลียดเพดานปากด้านหน้าดูก็จะพบความขรุขระดังกล่าว

ส่วนที่ว่าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่แม้อายุอานามจะล่วงเลยพ้นวัยจนหย่านมมานานแล้ว  แต่ยังอยากจะใช้ประโยชน์จากส่วนนี้อยู่...นั่นก็แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละท่านนะครับ  ผมก็คงได้แต่ชี้โพรงให้เท่านั้น...

แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ  ตอนที่จะทำการดูดนั้น  ทารก (หรือท่านก็ตาม)  จะต้องทำให้ช่องปากเป็นสุญญากาศ  เพื่อจะได้สามารถมีแรงดึงดูดมากพอที่จะทำให้น้ำนมไหลเข้าไปในปากได้

ปราศจากซึ่งเพดานปาก...ทารกก็ไม่สามารถสร้างพลังในการดูดนมได้  แม้จะดูดกันจนแก้มตอบแล้วตอบอีก  ลมก็จะรั่วไปออกทางจมูกอยู่ร่ำไป

เด็กเพดานโหว่จึงงอแง  หงุดหงิด  อารมณ์เสียเป็นอย่างยิ่ง  เพราะดูดนมไม่ได้  หรือได้มาหน่อยหนึ่งก็สำลักออกทางจมูกเสียอีก  ร้อนถึง “ทันตแพทย์” ซึ่งเป็นผู้มีวิชาในเรื่องการทำฐานฟันปลอมต้องมาทำการพิมพ์ปากเด็กเพดานโหว่  ซึ่งก็ทำได้ยากและทุลักทุเลมาก  เพื่อนำไปทำฐานฟันปลอมที่ดูประหนึ่งเป็นเพดานปากเทียมปิดรอยโหว่นั้นไว้  ให้ทารกสามารถดูดนมด้วยตัวเองได้บ้าง  หาไม่แล้วทารกนั้นก็จะต้องให้มารดาหรือพี่เลี้ยงใช้ลูกบีบหยอดนมใส่ปากกันทีละหยดสองหยด  ซึ่งกว่าจะอิ่มก็ถึงมื้อต่อมาพอดี !

เมื่อทารกเติบโตขึ้น  ฐานฟันปลอมบนที่เป็นเพดานปากเทียมนี้ก็ต้องเปลี่ยนให้ได้ขนาดไปเรื่อยๆ  เพราะแม้จะโตขึ้นจนหย่านมแล้วก็ยังต้องใช้เพดานเทียมนี้แบ่งช่องปากกับช่องจมูกไว้ไม่ให้สำลัก  หรือมีไว้เผื่อว่าจะดูดกาแฟ  น้ำอัดลมก็ตามที

...และนี่จะเป็นคำตอบที่ว่า  ทำไมผู้ร้ายในเรื่อง  “Red  Dragon”  จึงมีฟันปลอมทั้งปากไว้ใช้งาน  จะว่าไปแล้ว  ผมก็พยายามผูกโยงความสัมพันธ์และคาดเดาไปต่างๆ นานาให้มันเป็นเรื่องขึ้นมา  ซึ่งอันที่จริงแล้วสมควรต้องไปถามผู้ประพันธ์นิยายซีรี่ส์ชุด  Hannibal  นี้มากกว่าว่า  ท่านเขียนให้ผู้ร้ายคนนี้มีฟันปลอมเขี้ยวฉลามเพื่อใช้รอยกัดอำพรางคดีด้วยวัตถุประสงค์อันใด

ก่อนจบ  ผมขอทิ้งท้ายให้ท่านผู้อ่านได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่อีกสักเล็กน้อย

ประการแรกก็คือ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ใช้บุคลากรด้านสาธารณสุขค่อนข้างเปลืองมาก  กล่าวคือ  ต้องใช้

1.ศัลยแพทย์ตกแต่ง (Plastic Surgeon)  ทำการผ่าตัดแก้ไขความบกพร่อง  ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่าตัดกัน  3-4  ครั้ง  ตามช่วงอายุและการเติบโตของใบหน้าที่ผ่านไป

2.พยาบาล  ทำการประคบประหงมดูแลตั้งแต่ตอนเป็นทารกเรื่อยมา

3.จิตแพทย์  ทำการปลอบโยนและให้คำปรึกษาเพื่อให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างไม่มีปมด้อย  หรือให้มีน้อยที่สุด

และสองท่านสุดท้ายเป็นทันตแพทย์ทั้งคู่  แต่อยู่คนละแผนก  คือ

4.ทันตแพทย์จัดฟัน  เอาไว้จัดฟันที่ซ้อนเกบิดไปมา  รวมทั้งฟันที่ไม่งอกออกมา  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟันเขี้ยวที่อยู่ตรงกับด้านข้างของรอยโหว่พอดี  จนได้รับชื่อเฉพาะในกรณีนี้ว่า  “Cleft  Canine”  การจัดฟันจะทำหลังจากที่มีการผ่าตัดแก้ไขรอยโหว่โดยศัลยแพทย์ตกแต่งแล้ว

5.ทันแพทย์ทั่วไป  (G.P.)  เอาไว้คอยดูแลสุขภาพช่องปากโดยทั่วไปของผู้ป่วยกลุ่มนี้  เพราะฟันที่บิดซ้อนเกนั้นทำความสะอาดด้วยตัวเองยากมาก  อีกทั้งผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็มักจะไม่ค่อยสนใจดูแลสุขภาพช่องปากเท่าที่ควร

แต่มีข่าวดีมากๆ เลยจะบอกให้  ก็คือ  ด้วยความสามารถของบุคลากรด้านสาธารณสุขดังกล่าวทั้งห้า  ท่าน  ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์และเทคนิคการรักษาในปัจจุบัน  การดูแลและแก้ไขปัญหาปากแหว่งเพดานโหว่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้กลับมาอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี  การผ่าตัดแก้ไขรอยแหว่งและโหว่รวมทั้งการจัดฟันใส่ฟันให้เข้าที่  ทำได้เกือบจะสมบูรณ์  (90  เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ)  อีกทั้งยังมีมูลนิธิกองทุนอีกมากมายที่คอยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลบุคคลกลุ่มนี้  ขออนุโมทนามา  ณ  ที่นี้ด้วยครับ

และท้ายที่สุด  โปรดทราบว่า  ปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม  แม้ว่าจะเป็นมาโดยกำเนิด  แต่ไม่ได้มีลักษณะบกพร่องทาง  Genetics  ที่จะถ่ายทอดไปยังลูกหลาน

ดังนั้นหากท่านบังเอิญไปตกหลุมรักผู้ที่เคยมีความบกพร่องนี้  แต่แก้ไขแล้ว  รักอันพิสุทธิ์ที่มิได้อยู่ที่รูปกายหรือหน้าตาอันเป็นสิ่งลวงตาภายนอก  แต่รักด้วยความดีงามอื่นๆ ที่มีอยู่ในตัวของเขา  ก็ขอให้วางใจได้ว่า...ถ้ารักแท้อันเป็นนิรันดร์นี้งอกงามจนถึงขั้นแต่งงานแต่งการมีครอบครัวกัน  บุตรที่กำเนิดออกมา  “ไม่จำเป็นต้องเกิดมาปากแห่งเพดานโหว่”  เพราะสาเหตุของความบกพร่องมักเกิดจากการดูแลครรภ์ในช่วงเดือนที่  2-3  มากกว่าสิ่งอื่นใด  เพราะเพดานปากจะเชื่อมต่อกันในช่วงเวลาสัปดาห์ที่  8-11  ขณะทารกอยู่ในท้องแม่นั้น

ระหว่างช่วงเวลาอันสำคัญนี้  ยาบางตัวสาร  เคมีบางชนิด  รังสี  ความเครียด  หรือการกระทบกระแทกรุนแรง  ฯลฯ  มีโอกาสทำให้เพดานปากหยุดชะงักการเติบโตหรือไม่ยอมเชื่อมต่อกันตามปกติ

อ้อ...คุณแม่ที่มีอายุมากแล้วก็เพิ่มความเสี่ยงในการที่บุตรจะเกิดความบกพร่องนี้เช่นกัน  ว่ากันว่าหากอายุเกิน  40  ไปแล้ว  ก็ควรปิดโรงงานเสียที  หรือหากว่าเพิ่งจะตัดสินใจได้ว่าจะมี  “ลูกหลง”  ออกมาอีกสักคนไว้เป็นเพื่อนเล่นยามเฒ่าชรา  ก็ต้องประคบประหงมดูแลครรภ์กันให้จงหนัก  ผมว่าทางที่ดีสาวๆ  ก็ควรจะรีบแต่งงานแต่งการแล้วมีบุตรเสียให้เสร็จก่อน  40  จะมาเยือน

เอ้า...สาวใดเข้าข่ายดังว่าก็อย่ามัวแต่เล่นตัวเป็นนางพญาหงส์อยู่เชียวนะ  รีบตกปากรับคำเสียเหอะ...โอกาสตอบรับคำขอแต่งงานไม่ได้มีมาให้ตอบกันทุกวันนา...จะบอกให้

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง