Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > อยู่ไฟหลังคลอด ในความทรงจำแห่งอดีต

อยู่ไฟหลังคลอด ในความทรงจำแห่งอดีต

จำนวนคนดู 347 คน | เผยแพร่เมื่อ 13 พ.ค. 2558 เวลา 15:55 น.

อยู่ไฟหลังคลอด คนไทยได้ปฏิบัติกันมาหลายร้อยปีแล้ว
หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.)  เปิดสถานพยาบาลรักษาผู้ป่วยในบางกอกเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่  4  สิงหาคม  พ.ศ.2374  เขาได้บันทึกว่า  ในวันนั้นไม่มีคนไทยมารักษาและขอยาจากสถานพยาบาลของฝรั่งเลย  ทำให้หมอบรัดเลย์พยายามชักจูงชาวจีนที่เข้ารีตมารักษา  แต่ก็มิได้ประสบผลสำเร็จนัก  เพราะผู้ที่เข้ารีตที่เป็นชาวจีนนั้นมีน้อยมาก

แม้ว่าหมอบรัดเลย์จะเรียนจบมาทางแพทย์โดยตรง แต่เพราะท่านเป็นมิชชันนารีซึ่งต้องยึดการเผยแพร่ศาสนาเป็นประการสำคัญด้วย  เพราะฉะนั้นสถานพยาบาลมีทั้งการตรวจการวินิจฉัยโรค  มียากิน  ยาฉีด  การถอนฟัน  และการผ่าตัด  แต่ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาจะต้องสวดมนต์และอ่านพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ในนิกายโปรเตสแตนต์ก่อนกินยา  และหมอบรัดเลย์ก็ได้พยายามชี้ให้เห็นว่า  เพราะบารมีของพระผู้เป็นเจ้าและศรัทธาในพระองค์ทำให้ผู้ป่วยหายเป็นปรกติ

ตอนแรกๆ คนไทยก็มิได้สนใจในสถานพยาบาลของฝรั่ง  มาจนถึงวันที่  13  มกราคม  พ.ศ.2379  วัดประยุรวงศาวาส  ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี  จัดงานเฉลิมฉลองและมีการแสดงมากมายหลายอย่าง  แต่ปืนใหญ่ทำเป็นไฟพะเนียงที่จุดขึ้นเกิดระเบิด  ถูกผู้คนล้มตายไป  8  คน  และได้รับบาดเจ็บอีกส่วนหนึ่งด้วย  หมอบรัดเลย์ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วยพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือและนำไปรักษาตามแบบฝรั่ง  ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ปฏิเสธเพราะยังยึดมั่นในหมอไทยและยาไทย  มีแต่พระสงฆ์องค์หนึ่งถูกเศษระเบิด  กระดูกแขนแตกยับเยิน  ยอมให้หมอบรัดเลย์ตัดแขนทิ้งเพื่อรักษาชีวิตตามคำแนะนำ  และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกส่วนหนึ่งยอมให้หมอบรัดเลย์รักษาอีกเช่นกัน  ซึ่งทุกคนปลอดภัย  ในขณะที่ผู้บาดเจ็บที่รักษาแบบพื้นบ้านส่วนใหญ่ถึงแก่ชีวิตเพราะทนพิษของบาดแผลไม่ไหว

การผ่าตัดและรักษาผู้ป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นเสริมบารมีให้หมอบรัดเลย์เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางขึ้น  คนไทยในบางกอกยกให้เป็นหมอเทวดาเลยทีเดียว

อยู่ไฟหลังคลอด



มาอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อวันที่  2  ธันวาคม  พ.ศ.2379  เป็นครั้งแรกที่หมอบรัดเลย์ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ โดยฉีดเชื้อเข้าไปที่แขนของเด็กไทย  15  คน  ซึ่งทุกคนต้องเสียค่าบริการคนละหนึ่งบาท  เพราะวัคซีนที่ใช้ต้องสั่งจากประเทศอเมริกามีราคาแพง  แต่ก็ได้ผลดี  ทำให้คนไทยมาใช้บริการกันอย่างล้นหลาม  จนหมอบรัดเลย์และพรรคพวกรับมือไม่ไหว  จึงต้องสอนวิธีปลูกฝีแก่หมอหลวง  พร้อมกับพิมพ์คู่มือออกแจกจ่ายด้วยจำนวนหนึ่ง  เป็นเรื่องที่กล่าวขวัญกันมาก  เพราะคนไทยหลายพันคนที่ได้รับการปลูกฝีพ้นจากโรคฝีดาษที่ระบาดหนักอยู่ในขณะนั้น

ปรากฏว่าท่านได้รับพระราชทานเงินจากรัชกาลที่  3  จำนวน  145  เหรียญ (ประมาณ  3  ชั่ง)  และหมอบรัดเลย์ประกาศว่าจะนำเงินที่ได้รับพระราชทานไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์หนังสือ “คำภีร์ครรภ์รักษา”  ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรตามวิธีการแบบชาวตะวันตก  และหนังสือเล่มนี้เองได้จุดชนวนความขัดแย้งกับคนไทย  โดยเฉพาะการชักชวนให้ผู้หญิงไทยเลิกอยู่ไฟหลังคลอด  เพราะในทัศนะของหมอบรัดเลย์เห็นว่าการอยู่ไฟหลังคลอดเป็นวิธีการที่ทารุณและไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการแผนใหม่

“คำภีร์ครรภ์รักษา”  ฉบับภาษาไทยของหมอบรัดเลย์  พิมพ์ครั้งแรกจำนวน  200  เล่ม  เมื่อ พ.ศ.2385  โดยจ่าหน้าว่า  “คัมภีร์ครรภ์รักษา  แปลย่อความออกจากคัมภีร์ครรภ์รักษาแห่งแพทย์  หมออะเมริกา”

เนื้อหาเริ่มจากพระผู้เป็นเจ้าสร้างจักรวาล  สร้างโลก  สร้างมนุษย์  และสรรพสิ่งในโลก  จากนั้นกล่าวถึงการกำเนิดมนุษย์  คือ  อาดัมกับอีวา  และได้สืบเชื้อสายกันต่อๆ มา  ต่อจากนั้นได้บรรยายถึงอวัยวะภายในของผู้หญิงที่เกี่ยวกับการกำเนิดทารก  การปฏิสนธิ  การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์  จนถึงกำหนดเวลาคลอด

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอาการป่วยของทารกและมารดา  รวมถึงการบริบาลทารกในครรภ์และผู้เป็นมารดา  การตระเตรียมทำคลอด  การคลอด  การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น  เช่น  การคลอดผิดปกติ  การคลอดแฝด  การจัดการกับรก  การรักษาตัวของมารดาและเด็กหลังคลอด

มีภาพประกอบลายเส้นแสดงอวัยวะภายในของผู้หญิง  ลักษณะของทารกที่อยู่ในครรภ์  เครื่องมือทำคลอด  และสำคัญที่สุดคือ  ผู้เขียนได้แสดงทัศนะเรื่องอันตรายเกี่ยวกับการอยู่ไฟหลังคลอดของผู้หญิงไทย

พิจารณาดูจากเนื้อหาของหนังสือ  คัมภีร์ครรภ์รักษา  จะเห็นได้ว่าหมอบรัดเลย์มิได้แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษโดยตรง  แต่น่าจะเป็นเพียงการเรียบเรียงและเขียนขึ้นเองเป็นส่วนใหญ่  เป็นที่น่าสังเกตว่ารูปแบบและเนื้อหาใน คัมภีร์ครรภ์รักษา  แต่งขึ้นจงใจเลียนแบบหนังสือ  ปฐมจินดา  ตำราเลี้ยงดูแม่และเด็กของไทย

ในรูปแบบการพิมพ์แม้จะใช้ระบบพิมพ์หินก็ตาม  แต่ตัวอักษรใช้แบบตัวเขียนเหมือนตัวหนังสือไทย  รมทั้งสำนวนภาษาด้วย

สำหรับเนื้อหาตั้งแต่ต้นเรื่องเลียนแบบหนังสือปฐมจินดาอย่างชัดเจน  ตั้งแต่ต้นกล่าวถึงกำเนิดจักรวาล  โลก  สรรพสิ่งในโลก  รวมทั้งมนุษย์  แต่ใช้ปรัชญาแนวคิดของตะวันตก  ในขณะที่หนังสือปฐมจินดาเป็นปรัชญาแนวคิดแบบตะวันออก  โดยเฉพาะความคิดในพุทธศาสนา  แม้แต่การลำดับเนื้อหาก็ “จงใจ” เลียนแบบหนังสือปฐมจินดา  แม้จะอธิบายตามทัศนะของการแพทย์แบบตะวันตกก็ตาม

หมอบรัดเลย์ต้องการสร้างความกลมกลืนให้เข้ากับค่านิยมของคนไทย  แต่การอธิบายพยายามที่จะกล่าวถึงสิ่งที่พิสูจน์ได้  คือเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าความงมงายอย่างคนไทยคิด  โดยเฉพาะเรื่องการอยู่ไฟหลังคลอดของผู้หญิงไทยนั้นไม่ถูกวิธีและจะเป็นอันตรายต่อมารดาและเด็ก

ความจริงแล้วการอยู่ไฟหลังคลอดนั้น  คนไทยได้ปฏิบัติกันมาหลายร้อยปีแล้ว  แม้จะเป็นวิธีการที่เชื่อตามกันมา  แต่สิ่งที่ปฏิบัติเพราะเห็นว่าการอยู่ไฟทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว  ไม่เจ็บป่วยเมื่อยล้า  และปราศจากโรคแทรกซ้อน  นอกจากนี้ยังมียาสมุนไพรทั้งประคบและกิน  อีกทั้งอยู่ในความควบคุมของหมอตำแยและหมอยา  และการอยู่ไฟนั้นเป็นเพียงทางเลือกประการหนึ่งเท่านั้น  เพราะถ้ามารดาไม่สมบูรณ์หรือเพราะสาเหตุประการใดก็ตาม  ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ไฟ  เพียงแต่กินยาสมุนไพรตามหมอสั่ง  ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าหลังคลอดบุตรแล้วยังมีทางเลือกถึงสองทาง

“การอยู่ไฟหลังคลอด”  คนรุ่นหลังอาจจะไม่เข้าใจว่าทำอย่างไร  หรือมีประโยชน์อย่างไรต่อมารดา  แต่เดิมคนไทยในแต่ละท้องถิ่น  การอยู่ไฟนั้นมีวิธีการแตกต่างกันบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สรุปเป็นภาพรวมได้ดังนี้  คือ  หลังคลอดแล้วหมอตำแยจะเช็ดตัวมารดา  ผลัดผ้าที่เปื้อนเลือดและขึ้นกระดานไฟ  บางถิ่นขึ้นฟากหรือแคร่ที่จัดไว้ใกล้แม่เตาไฟสำหรับอบอวัยวะบางส่วน  บางถิ่นใช้ก้อนเส้าซึ่งทำจากหินสามก้อนมาอบไฟให้ร้อน  ใช้น้ำราด  แล้วเอาผ้าชุบน้ำห่อหลายๆ ชั้นเหมือนลูกประคบมาทาบลงบนร่างกายของมารดา

บางถิ่นใช้อบหรือรมยา  หรือใช้ลูกประคบภายในบรรจุสมุนไพรประกอบด้วยไพล  ว่านนางคำ  ขมิ้นอ้อย  ใบมะขาม  ใบส้มป่อย  และเกลือ  มัดให้แน่น  อบให้ร้อน  แล้วประคบตามตัว  หน้าท้อง  เต้านม  และรักษาแผลที่ช่องคลอด

นอกจากนี้บางถิ่นมารดากินเพียงยาสมุนไพร  อาจเป็นยาดองหรือยาสมุนไพรอื่นๆ  แล้วแต่อาการของโรค  เพื่อให้ร่างกายมารดาคืนกลับสภาพเดิมได้เร็ว  ปราศจากโรค  และมีน้ำนมอุดมสมบูรณ์  การอยู่ไฟหลังคลอดนั้น  ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ  5-7  วัน  อาจจะมากหรือน้อย  แล้วแต่สุขภาพของมารดา

การอยู่ไฟแบบคนไทยนั้น  หมอบรัดเลย์เห็นว่าเป็นการทารุณและไม่น่าจะมีผลดีต่อผู้หญิง  จึงพยายามชี้ให้เห็นว่าเป็นอันตรายมากกว่าที่จะเกิดประโยชน์  แต่ความคิดนี้ได้ถูกตอบโต้จากผู้หญิงไทยที่เคยใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง  และผู้คัดค้านเป็นพระมเหสีและเป็นพระราชมารดาของกษัตริย์ไทย  ความขัดแย้งทางความคิดเป็นเพียง “วาทะ” เท่านั้น  แต่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะอันลึกซึ้งของพระราชมารดาไทยโดยแท้

ในบันทึกของหมอบรัดเลย์กล่าวว่า  ครั้งหนึ่งตนเองได้เข้าเฝ้าพระศรีสุริเยนทรามาต์  พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  และเป็นพระราชมารดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

หมอบรัดเลย์บันทึกไว้ว่า  “พระราชินีทรงถามถึงมาทิลดา  ดีน  บุตรบุญธรรมของเราอย่างมากมาย  และก็เลยคุยต่อไปถึงเรื่องการเสียชีวิตของนางดีน  พระราชินีทรงถือโอกาสรับสั่งว่า ‘นางดีนคงจะไม่เสียชีวิตถ้าได้รับการอยู่ไฟแบบชาวสยาม’ ”

พิจารณาจากรพราชเสาวนีย์ที่ค่อนข้างมีอารมณ์ขันอย่างลึกซึ้งและแยบคาย  จนทำให้หมอฝรั่งทนไม่ได้กล่าวได้ว่าคราวนี้หมอบรัดเลย์เสียมวยเอาเลยทีเดียว

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง