Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > stem cell - ชะลอวัยด้วย สเต็มเซลล์

stem cell - ชะลอวัยด้วย สเต็มเซลล์

จำนวนคนดู 905 คน | เผยแพร่เมื่อ 13 พ.ค. 2558 เวลา 11:43 น.

stem cell - ชะลอวัยด้วย สเต็มเซลล์นวัตกรรมร้อนจี๋ “สเต็มเซลล์” ความหวังใหม่วงการสุขภาพ – ความงาม
จากการวิจัยที่เคยจำกัดอยู่แค่ในจากเพาะเลี้ยงในห้องแล็ป วันนี้ “สเต็มเซลล์” กลายเป็นไฮไลท์แห่งความก้าวหน้าของวงการแพทย์เพื่ออนาคต

เทรนด์มาแรงทั่วโลกในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นการใส่ใจดูแลสุขภาพ ถ้าเป็นเรื่องของความงามก็ต้องเป็นวิธีชะลอวัย  ซึ่งทอปิกที่น่าสนใจมากตอนนี้ก็คือ การรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือ “สเต็มเซลล์” ซึ่งมีศักยภาพเพียบพร้อม โดยค้นพบว่าสเต็มเซลล์จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนนำไปสู่ความคาดหวังที่ว่า สเต็มเซลล์จะช่วยให้แพทย์ค้นพบวิธีการรักษาใหม่ๆ ทั้งในแง่ของโรคภัย รวมทั้งความงาม

แต่ก็มักมีคำถามตามมาบ่อยว่า สเต็มเซลล์นั้นแท้จริงคืออะไร ดีจริงไหม และมันทำงานอย่างไร รวมไปถึงประเด็นความสับสนที่ว่า หากสเต็มเซลล์ดีจริง ทำไมจึงมักมีการคัดค้านการใช้สเต็มเซลล์ เราจึงเชิญ ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์  อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้จัดการศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และเซลล์บำบัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ พญ.เจนจิรา  ชัยชโลทรกุล แพทย์ผิวหนังแห่งด๊อกเตอร์ ยังเกอร์ คลินิค มาไขข้อข้องใจดังกล่าวกัน

stem cell

ทำความรู้จัก

แนวคิดใช้สเต็มเซลล์ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการแพทย์ เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่วงการแพทย์เริ่มมีการปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งจริง ๆ ก็คือ สเต็มเซลล์รูปแบบหนึ่ง ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์  อิศรเสนา ณ อยุธยา ให้ความรู้ว่า สเต็มเซลล์  หรือที่ใช้เป็นคำไทยว่า “เซลล์ต้นกำเนิด” คือเซลล์ที่ยังไม่เจริญเต็มวัย ซึ่งแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ สร้างเซลล์ใหม่ที่มีคุณสมบัติ เหมือนตัวมันเอง และสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้หลายชนิด

“ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการที่กล่าวมานี้ เมื่อสเต็มเซลล์เข้าสู่ร่างกาย ก็จะวิ่งเข้าไปซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ที่ได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมสภาพจากอายุขัย เช่น สเต็มเซลล์จากไขกระดูก เมื่อแพทย์นำสเต็มเซลล์เพียงไม่กี่เซลล์ฉีดลงไปรักษาโรคเลือด ก็เปลี่ยนระบบเลือดได้ทั้งระบบ และอยู่ได้เท่าอายุขัยคนไข้ การค้นพบศักยภาพนี้เองจึงทำให้คนทั้งโลกตื่นเต้นว่าเมื่อเราใช้สเต็มเซลล์รักษาในส่วนที่ร่างกายต้องการ มันจะไปสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ในส่วนนั้น เช่น หากไปอยู่ที่เซลล์หัวใจก็จะกลายเป็นหัวใจ ไปอยู่ที่สมองก็จะกลายเป็นสมอง เชื่อว่าจะมีประโยชน์ในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น ธาลัสซีเมีย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน และอีกสารพัดโรค ให้หายขาดได้”

สเต็มเซลลืของมนุษย์นั้นมีที่มาจากหลายแหล่ง หลัก ๆ ก็คือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Human Embryonic Stem Cell ) และสเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell) นพ.นิพัญจน์เผยว่า การใช้ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์มีข้อขัดแย้งในแง่ของศีลธรรมอยู่มาก เนื่องจากมีที่มาจากทารกที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา อายุไม่เกิน 8 วัน ซึ่งจะเป็นเซลล์ที่มีคุณภาพค่อนข้างดี เพราะสเต็มเซลล์ยังเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์อื่น ๆ ได้มาก แต่ข้อเสียหายคือ หายากและมีปัญหาในเรื่องกฎหมายและจริยธรรม เพราะทารกที่เกิดขึ้นแม้จะอยู่ในครรภ์ ยังไม่มีรูปร่างของคนก็ถือว่ามีชีวิต ปัจจุบันจึงนิยมค้นคว้าวิจัยโดยใช้สเต็มเซลล์เต็มวัย ซึ่งเป็นกลุ่มของสเต็มเซลล์ที่พบไหลเวียนอยู่ตามอวัยวะ แม้ศักยภาพในการเปลี่ยนเป็นเซลล์อื่นจะด้อยกว่า แต่ไม่ขัดแย้งในเชิงศีลธรรม แหล่งที่พบสเต็มเซลล์เต็มวัยได้แก่ เลือด ไขกระดูก เลือดสายรก ไขมัน ฟันน้ำนม ผิวหนัง ฯลฯ

“ในอดีตเราเจอเฉพาะสเต็มเซลล์ในไขกระดูกเท่านั้น แต่ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าสมองก็มีสเต็มเซลล์ของสมอง เต้านมมีสเต็มเซลล์ของเต้านม ลำไส้มีสเต็มเซลล์ของลำไส้ สเต็มเซลล์ในแต่ละที่จะซ่อมแซมเมื่อเซลล์อวัยวะนั้นเสีย คำถามของนักวิจัยก็คือจะนำมาแยกออกมากระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมดีกว่าปกติได้หรือไม่ จะเพาะสเต็มเซลล์อย่างไรให้เป็นเซลล์ใหม่ที่ต้องการและใส่กลับเข้าไปในร่างกายบริเวณที่ต้องการจะรักษาให้ปลอดภัยและมีประโยชน์อย่างไร คนทั่วไปมักเข้าใจว่าถ้าเพาะเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้ ก็เอาไปรักษาได้เลย แต่ความจริงคือ เมื่อนำเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็ปใส่เข้าไป มันจะต้องไปรวมกับเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเดิม ไปเชื่อมต่ออย่างเหมาะสม ไม่อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เซลล์ประสาทยิ่งยากกว่า เพราะเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์เชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทอื่นนับพัน ๆ เซลล์ เหมือนเราต่อสายไฟผิดก็เกิดปัญหา”

หยุดโรค?

วิธีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้น นอกจากใช้วิธีเซลล์บำบัดหรือการนำสเต็มเซลล์ที่ได้รับการกระตุ้นแล้วฉีดให้คนไข้ ยังมีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ และการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่ผ่านมาผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ต้องเสียชีวิตไประหว่างรอรับบริจาคอวัยวะ หรือรับการบริจาคอวัยวะแล้ว ร่างกายอาจเกิดการต่อต้านอวัยวะใหม่ได้ จึงเชื่อกันว่าหากมีการนำ สเต็มเซลล์มาเพาะเลี้ยงให้กลายเป็นอวัยวะได้จริงจะแก้ปัญหานี้ได้ ช่วยรักษาโรคให้หายขาดและลดความเสี่ยงจ่อชีวิตของผู้ป่วยด้วย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังไม่ได้พูดถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เป็นการเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้กลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนและเป็นเทคโนโลยีที่ทั้งโลกตื่นเต้นมากกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นพ.นิพัญจน์เผยว่ามีที่มาจากความช่างคิดของนักวิจัยชาวญี่ปุ่น “ชินยา  ยามานากะ”

“สเต็มเซลล์ชนิดนี้เรียกว่า iPS (Induced Pluripotent Stem Cells) หลักความคิดของเขาก็คือ การปรับเปลี่ยนยีนของเซลล์ธรรมดาให้กลับไปสู่สภาพที่ใกล้เคียงกับสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมากที่สุด จึงไม่ผิดจริยธรรม และยังเข้ากับร่างกายของคนที่นำไปใช้ด้วย หมายความว่าเราสามารถสร้างสเต็มเซลล์ได้จากเซลล์ทั่วไป อาทิ เซลล์ผิวหนัง เซลล์เยื่อบุลำไส้เซลล์เยื่อบุกระเพาะ เซลล์ตับและเซลล์เม็ดเลือดขาว แล้วนำมารักษาโรคอะไรก็ได้ ซึ่งดีกว่าสเต็มเซลล์เต็มวัย ที่หากอยากได้ สเต็มเซลล์จากสมองก็ต้องผ่าสมอง ไปเจาะมาปลูก ซึ่งปลูกได้ไม่ดี เพราะอาจเป็นเซลล์ที่แก่แล้วดีสู้การเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้เป็นสเต็มเซลล์ตัวอ่อนไม่ได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังไม่ถึงขั้นปลอดภัยเท่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน จึงยังไม่พร้อมจะใช้ในคนไข้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีความปลอดภัย ก็นึกได้เลยว่ามีอีกหลายโรคที่ iPS จะช่วยรักษาได้”

ฟังมาถึงตรงนี้แล้วคงพอจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมสเต็มเซลล์ จึงกลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮา แต่แม้การวิจัยด้านสเต็มเซลล์จะก้าวหน้าไปไกลมาก หากปัจจุบันยังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะอธิบายกระบวนการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายของสเต็มเซลล์ ทั้งพบผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์จากการใช้สเต็มเซลล์ โดยบุคคลที่ไม่รู้จริงอยู่มาก ไม่ว่าการรักษาแล้วทำให้เกิดเนื้องอกเส้นเลือดในสมองตีบ นพ.นิพัญจน์เตือนว่า หากยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน การนำเอาสเต็มเซลล์ไปรักษาถือว่าอันตรายมากต่อผู้ป่วย

“ในทางการแพทย์ การใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคได้ผล 1 คนไม่ได้แปลว่าจะได้ผลทั้งหมด ต้องการรักษากับคนไข้สัก 100 คน ถึงจะพิสูจน์ได้ และมีการตรวจสอบเทียบกับการฉีดน้ำเปล่า อย่างเช่น คนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย มันก็มีส่วนหนึ่งที่หัวใจกลับมาทำงานดีขึ้นด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าไม่มีการทดสอบเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้ฉีดสเต็มเซลล์ ก็เหมือนดีขึ้นทุกคน บางทีหัวใจคนไข้อาจจะดีขึ้นด้วยอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ ปัจจุบันยังพบว่าสเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไปแล้วรอดชีวิตมีน้อย อาจมีการกระตุ้นให้ซ่อมแซมตัวเองได้นิด  ๆ หน่อย ๆ แต่ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่เราต้องการได้จำนวนมากพอเท่ากับโรคนั้น จึงไม่ได้ผลมากนัก หลายโรคที่รักษากันอยู่ในโรงพยาบาลบางแห่งในปัจจุบัน จึงผิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีการฉายให้เห็นแต่ภาพคุณประโยชน์มหาศาลต่อชีวิตมนุษย์ แลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงมากเป็นหลักแสนหลักล้าน ซึ่งก็น่าสงสัยว่าผลที่ได้จะสูงตามจริงหรือไม่

ผมจึงอยากย้ำว่านอกจากโรคระบบเลือดแล้ว ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ยืนยันการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่น ๆ ปัจจุบันที่กำลังวิจัยกันอยู่จริงมีเพียง 5 โรค คือ โรคหัวใจ โรคเส้นเลือด โรคประสาทตาเสื่อมไขสันหลังบาดเจ็บ และโรคเบาหวานซึ่งแนวโน้มที่ดีและใกล้เคียงที่สุด แต่ทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา จึงไม่อยากให้ประชาชนหลงเชื่อ เร็ว ๆ นี้ผมมีโอกาสไปงานประชุมของสมาคมแพทย์อเมริกัน เขาสำรวจประเทศที่มีการใช้สเต็มเซลล์ขัดจริยธรรม ปรากฎว่าไทยเราถูกจัดเป็นประเทศที่มีการหลอกลวงบริการและรักษาสเต็มเซลล์  และโฆษณาเกินจริง พอ ๆ กับประเทศจีนทีเดียว”

สเต็มเซลล์กับความงาม

แล้วก็ก้าวมาถึงจุดที่ผู้อ่าน Cosmetic อยากรู้ที่สุด ว่าสเต็มเซลล์นั้น มีบทบาทในการขจัดริ้วรอยได้ดีจริงหรือไม่ หลังจากมีข่าวหนาหูว่าสาวไทยนิยมบินไปฉีดสเต็มเซลล์ที่ประเทศในยุโรป หรือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำในด้านความก้าวหน้าด้านสเต็มเซลล์เพื่อฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเฟิร์มขึ้น ที่ดูมีอายุหรือริ้วรอยมาก ๆ ๆพอฉีดสเต็มเซลล์แล้วก็จะทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้น ในราคาแพงลิ่ว พญ.เจนจิรา  ชัยขโลทรกุล เผยว่า เมื่อหลายปีก่อนมีการใช้สเต็มเซลล์จากสัตว์ ฉีดรกหรือเซลล์ตัวอ่อนของสัตว์ เช่น แพะ แกะ วัว หมู เพื่อความสวยงาม แต่ความนิยมลดน้อยลงเพราะกลัวเรื่องของการกระตุ้นให้เกิดการแพ้และการติดเชื้อ ปัจจุบันจึงหันมาใช้สเต็มเซลล์ของมนุษย์เอง

“ในแง่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่นอนว่า สเต็มเซลล์ที่ฉีดในแง่ความงามนั้น มันไปทำอะไรกับผิว แต่เท่าที่ทราบ การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ก็โดยใช้กระบวนการกระตุ้นให้ร่างกายเราเองสร้างสเต็มเซลล์ขึ้นมา แล้วสกัดออกมาจากตัวคนไข้ แล้วนำไปเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้สเต็มเซลล์ชนิดที่ต้องการ และเซลล์ขยายตัวมีจำนวนมากขึ้นจนได้ปริมาณตามที่ต้องการ ก่อนจะฉีดกลับเข้าไปในคนไข้ในบริเวณที่ต้องการรักษา อาทิ ใบหน้า ลำคอ และมือที่เหี่ยวย่น เพื่อซ่อมแซมความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้เต่งตึง เสิรมความอ่อนเยาว์”

พญ.เจนจิรา ยังเสริมอีกว่า นอกจากรักษาโดยวิธีฉีดซึ่งเชื่อว่ามีประสิทธิภาพสูง ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง เต่งตึง แลดูใสแล้ว ในวงการความงาม ก็ได้มีการพัฒนาสเต็มเซลล์ขึ้นมาในรูปแบบอื่น ๆ อาทิผสมในเครื่องสำอาง เป็นครีมบำรุง ซีรั่ม เพื่อช่วยในเรื่องริ้วรอยซึ่งโดยหลักการพบว่า ยังยืนยันไม่ได้ว่าการใช้ครีมที่ผสมสเต็มเซลล์ช่วยดูแลผิวอย่างได้ผลจริงหรือไม่

“เรื่องสเต็มเซลล์ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการความงาม ในบ้านเรา ยังไม่มีรับรองทางการแพทย์ สำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้ แม้จะมีบางคลินิกแอบรักษาด้วยการฉีดสเต็มเซลล์ แต่ที่จริงยังไม่ได้รับรองจากอย. ยิ่งในแง่ของเครื่องสำอางที่อาศัยความเชื่อของคนมากกว่าอาศัยศาสตร์ที่แท้จริง เนื่องจากสเต็มเซลล์อยู่เดี๋ยวเดียว ไม่นานก็หาย ประสิทธิภาพในด้านการรักษาและฟื้นฟูจึงอาจจะไม่ได้มากสเต็มเซลล์ แต่เพราะจากส่วนผสมอื่น ๆ ในครีมชนิดนั้น ๆ ที่ไปช่วยทำให้ดูเหมือนผิวดีขึ้น บางทีเราเชื่อว่าทาสกินแคร์ดี ๆ ก็อารมณ์ดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง จึงต้องตรวจสอบด้านความปลอดภัยให้รอบคอบ” พญ.เจนจิราย้ำ

ในขณะที่ นพ.นิพัญจน์ก็ให้ความเชื่อมั่นว่า ในแง่ศาสตร์ของสเต็มเซลล์ ก็สามารถนำไปสู่ทฤษฎีชะลอวัย (Anti-aging) ที่จะช่วยให้เราดูแลความงาม และยืดระยะความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราได้ไม่นานเกินรอ

“ยกตัวอย่างเช่น การทดลองกับหนู เรารู้ว่าทำอย่างไรให้หนูรักษาเส้นขนให้ดำได้นานกว่าปกติ ขนหงอกช้ากว่าหนูตัวอื่นเป็น เดือนเป็นปี หมายถึง Anti-agingกับสเต็มเซลล์เป็นเรื่องที่เกียวกัน เพราะว่าสเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่ช่วยการซ่อมแซมของร่างกาย หากเราทราบว่าอะไรที่ทำให้สเต็มเซลล์อยู่ได้นาน รู้ว่าจะกระตุ้นมันได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ว่าเอาสเต็มเซลล์ฉีดเข้าไปในผิวหนังแล้วหายเหี่ยวย่น ความรู้ที่ได้มาก็ถูกนำไปต่อยอดไปรักษาสุขภาพเส้นผม ปลูกเป็นเส้นผม ในแง่คอสเมติกก็จะเป็นจริง”

ผู้ที่กังขาเรื่องริ้วรอย พญ.เจนจิรา จึงแนะนำว่าการอดทนรอเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ ให้พัฒนาอย่างก้าวหน้าและปลอดภัยก่อนแล้วหันไปใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ได้ชื่อว่าทันสมัยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ เลเซอร์ คลื่นแสง คลื่นวิทยุ การฉีดฟิลเลอร์ และโบท๊อกซ์ จึงกลายเป็นทางออกที่น่าจะดีกว่าในขณะนี้

อย่างไรก็ดี ทั้งนพ.นิพัญจน์ และพญ.เจนจิรา เห็นพ้องต้องกันว่าการเดินหน้าวิจัยสเต็มเซลล์ยังมีความหมายต่อระบบบสังคมมหาศาล พอ ๆ กับระบบะเศรษฐกิจโลก ห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิดและธนาคารสเต็มเซลล์ที่เปิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภายในประเทศไทย ได้ช่วยกระตุ้นให้คนรู้จักบทบาทของสเต็มเซลล์มากขึ้น แต่ในอีกด้าน ปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยกำลังเผชิญ ก็คือการที่บุคคลบางกลุ่มใช้กระแสนวัตกรรมสเต็มเซลล์ในทางผิด จึงต้องมีการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน

“เราเห็นว่าสเต็มเซลล์น่าจะช่วยคนไข้ได้จริง เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ อดใจรออีกนิด ให้มีการวิจัยแน่ชัดว่ามันปลอดภัยจริง ตอนนี้ยังต้องศึกษาข้อดี – ข้อเสียอีกมาก ศัตรูที่สำคัญของสเต็มเซลล์นอกจากนำไปใช้ในทางที่ผิด คือ High Public Expectation คือ ความคาดหวังที่สูงมากของคนทั่วไปที่หวังว่าจะเอาสเต็มเซลล์ไปใช้ได้เลยในปัจจุบัน บางคนรอไม่ได้ บางคนคิดว่ารู้ก่อนล่วงหน้า 1 ก้าวก็เอามาใช้ได้เลย มันไม่ผิด แต่นี่คือสิ่งอันตราย รอจนแน่ใจแล้วค่อยทำการรักษาจะดีกว่าครับ” นพ.นพัญจ์กล่าวสรุปปิดท้าย

การเปิดใจรับเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกันตัวผู้ป่วยเองก็ควรซักถามข้อสงสัยจากแพทย์เพื่อให้เข้าใจทุกอย่างหรือมากที่สุดก่อนเริ่มทำการรักษาหรือทดลองใดๆ นะคะ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง