Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > วัยทอง และโรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน (Menopausal syndrome)

วัยทอง และโรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน (Menopausal syndrome)

จำนวนคนดู 257 คน | เผยแพร่เมื่อ 13 พ.ค. 2558 เวลา 11:33 น.

วัยทอง - โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน มักพบในผู้หญิงที่ใกล้ประจำเดือนหมดไปแล้ว (อายุประมาณ 45-55 ปี)
ผู้หญิงในวัยนี้ประมาณร้อยละ 25 จะไม่มีอาการใด ๆ ทั้งสิ้น ประมาณร้อยละ 50 อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย และอีกร้อยละ 25 จะมีอาการไม่สบายต่าง ๆ

สาเหตุ

มีสาเหตุมาจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายร่วมกับความแปรปรวนทางด้านจิตใจและอารมณ์

อาการ

ก่อนประจำเดือนจะหมดอย่างถาวร มักมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนมาน้อย แล้วต่อมาผู้ป่วยจะมีอากรร้อยซู่ซ่านตามผิวกาย (เช่น บริเวณหน้าอก คอ และใบหน้า) มีเหงื่อออก ใจสั่น ปวดตามข้อ ปวดศีรษะ

บางรายอาจมีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย ขี้วิตก กังวล ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิ และนอนไม่หลับ

อาการเหล่านี้อาจเป็นอยู่เพียง 2-3 สัปดาห์ หรือนานที่สุดถึง 5 ปี (เฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี) แล้วจะหายไปได้เอง

แต่ที่สำคัญภาวะพร่องเอสโตรเจนจะทำให้ร่างกายของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงจนเป็นปัญหาสุขภาพ ได้แก่

วัยทอง



1. เยื่อบุช่องคลอดบางและแห้ง อาจทำให้มีอาการเจ็บปวดเวลาร่วมเพศและช่องคลอดอักเสบได้ นอกจากนี้ กล้ามเนื่อบริเวณเชิงกรานอาจหย่อนยาน ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด (กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ) และกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ ดูเพิ่มเติมใน “ ข้อแนะนำ ข้อ 3”

2. ภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) ดูเพิ่มเติมใน “ข้อแนะนำ ข้อ  4 ”

3. โรคหัวใจและหลอดเลือด (รวมทั้งโรคอัมพาต ) จะพบได้มากขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน การกินฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกลุ่มนี้ได้ประมาณร้อยละ 50

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ไม่ใช่โรคที่มีอันตรายร้ายแรง ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ควรวิตกทุกข์ร้อนจนเกินไป

2. ถ้าพบว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดกะปริดกะปรอย หรือออกนานกว่าปกติ หรือกลับมีประจำเดือนครั้งใหม่หลังจากหมดไปนานกว่า 6 เดือนแล้ว ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล อาจเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูกได้

3. ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดลง มักเกิดภาวะเยื่อบุช่องคลอดบางและระคายเคืองได้ง่าย จะมีอาการคัน และช่องคลอดมักจะแห้ง ทำให้เจ็บปวดเวลาร่วมเพศ บางครั้งอาจมีอาการตกขาวร่วมด้วย ถ้ามีอาการตกขาวและคันในช่องคลอด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจว่ามี่สาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะให้ครีมสเตอรอยด์ทาแก้อาการคัน

ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ ก่อนร่วมเพศควรใช้เยลลี่หล่อลื่น เช่น ยาเยลลี่ เค-วาย (K – Y jelly) ใส่ในช่องคลอด จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้

การกินฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน จะช่วยป้องกันภาวะเหล่านี้ได้ ส่วนในรายที่ไม่ได้กินฮอร์โมนอาจใช้เอสโตรเจนชนิดครีมทาในช่องคลอด 7-10 คืน แล้วต่อไปทาสัปดาห์ละ 2 คืน หรือคืนเว้นคืน ก็ได้ผลเช่นกัน

4. หลังวัยหมดประจำเดือน เนื้อกระดูกซึ่งมีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ จะลดลงในอัตราที่เร็วขึ้กว่าเดิม เนื่องจกการลดลงของเอสโตรเจน (ซึ่งมีฤทธิ์ป้องกันการศึกหรอหรือลดลงของเนื้อกระดูก ) ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน (กระดูกผุ) ได้ และเมื่อปล่อยไว้จนย่างเข้าวัยสูงอาย หรือหลังหมดประจำเดือน 10 – 20 ปีขึ้นไป ก็มักจะเกิดปัญหากระดูกแตกหักง่าย เช่น กระดูกสะโพกหัก กระดูกข้อมือหัก กระดูกสันหลังทรุด หรือหัก (ทำให้หลังค่อม) อาจทำให้พิการหรือเป็นภาระแก้ผู้ใกล้ชิดได้

ภาวะกระดูกพรุนสามารถป้องกันได้โดยการกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง (เช่น นม เต้าหู้ ปลาไส้ตัน กุ้งฝอย กุ้งแห้ง งาดำ มะเขือพวง ผักคะน้า ใบยอ เป็นต้น) และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตั้งแต่อายุ 20-30 ปี

ส่วนผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจต้องทำการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density) หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ ถ้า พบว่ามีความหนาแน่นของกระดูกต่ำ อาจจำเป็นที่ต้องกินฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน ซึ่งต้องกินป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ส่วนผลข้างเคียง ( เช่น ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ) จะพบไน้อยมาก เนื่องจากเป็นการใช้ฮอร์โมนในขนาดต่ำกว่าที่ใช้อยู่ในยาเม็ดคุมกำเนิดมากและการกินฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนควบด้วย จะป้องกันผลข้างเคียงเหล่านี้ รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและโพรงมดลูกจากการใช้เอสโตรเจนลงด้วย

นอกจากนี้อาจจำเป็นต้องกินแคลเซียมเสริม วันละ 1 กรัมควบด้วย

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง