Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > น้ำตา และการถนอมดวงตา

น้ำตา และการถนอมดวงตา

จำนวนคนดู 1149 คน | เผยแพร่เมื่อ 23 พ.ค. 2558 เวลา 16:11 น.

น้ำตา และการถนอมดวงตา ตาทั้ง 2 ข้างของเรานับว่าเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีคุณค่าที่สุดต่อชีวิต เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ได้เรียนวิชาการต่าง ๆ ได้มองเห็นคนเราด้วยกัน ได้เห็นสัตวื พืช ท้องฟ้า และความสวยสดงดงามของธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้นดวงตายังเป็นอวัยวะที่บอกถึงสุขภาพของเจ้าของ และบอกถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่แสดงออกด้วยสายตาแห่งความเป็นมิตร ความยินดี ความโกรธ ความเกลียดชัง ความเศร้าสลด ความเห็นใจ ความเป็นผู้มีใจดี ความคดโกง ความรัก และอารมณ์ต่าง ๆ ทุกอย่าง ถ้าหากเราไม่มีตา หรือตาไม่อาจมองเห็นตามปกติแล้ว โลกทั้งโลกนี้คงเต็มไปด้วยความมืดมิดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ด้วยความสำคัญของอวัยวะนี้ ธรรมชาติจึงได้สร้างสรรค์ให้ดวงตาได้รับความคุ้มครองป้องกันอันตราย อันอาจเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ โดยให้ดวงตาอยู่ในเบ้าตา ซึ่งเป็นเบ้ากระดูกของส่วนหน้ากะโหลกศีรษะ ส่วนด้านหน้าของลูกตายังมีเปลือกตาบนและล่างที่จะคอยปิดเปิดหรือลืมตาหลับตาเป็นตัวคอยป้องกันสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้าตาหรือกระทบกระเทือนลูกตา ที่ขอบเปลือกตาทั้งข้างบนและข้างล่าง ยังมีขนตาซึ่งจะคอยขวางกั้นฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่จะปลิวมาเข้าตาเหนือตาขึ้นไปเรามีขนคิ้วที่จะช่วยทำหน้าที่เสมือนกันสาด ที่จะป้องกันแสดงแดดอันแรงกล้าในตอนกลางวันสาดส่องเข้าไปสู่ดวงตาและป้องกันฝุ่นละออง หยดน้ำ หรือหยาดเหงื่อที่จะมาสู่ตาจากด้านบนของตาอีกด้วย สิ่งที่จะช่วยป้องกันอันตรายให้ตาของเราอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำตาที่จะได้พูดกันสักเล็กน้อยในครั้งนี้

น้ำตาจะขับออกมาจากต่อมน้ำตา ซึ่งเป็นต่อมเล็ก ๆ ขนาดปลายนิ้วก้อย ซึ่งจะอยู่เหนือลูกตา ทางด้านหางตา และอยู่ด้านบนเบ้าตา จากตัวต่อมจะมีท่อเล็ก ๆ ซึ่งเป็นท่อที่ขับน้ำตาเข้ามาตอนใต้เปลือกตาบน ท่องเล็ก ๆ นี้จะมีอยู่ราว ๆ 6 – 12 ท่อ เมื่อน้ำตาถูกขับออกมาก็จะออกมาเคลือบอยู่ที่ผิวด้านหน้าของลูกตา น้ำตาซึ่งถูกขับออกมาตลอดเวลานี้ เมื่อเคลือบฉาบผิวด้านหน้าของลูกตาแล้วก็ไหลซึมลงสู่รูน้ำตา รูน้ำตาเป็นรูเล็ก ๆ ที่จะอยู่ที่ขอบเปลือกตา ใกล้ ๆ กับทางด้านหัวตา รูน้ำตาเป็นรูเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรูน้ำตานี้มี 2 รู ซึ่งจะอยู่ที่ขอบเปลือกตาบนและล่าง แห่งละรู จากรูทั้งสองจะมีท่อเล็ก ๆ มารวมเปิดลงในท่อน้ำตา ท่อน้ำตาจะมีความยาวราว ๆ 18 – 24 มิลลิเมตร และมีความกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อราว ๆ 4 – 6 มิลลิเมตร ท่อน้ำตาจะมีรูเปิดเข้าสู่เยื่อบุภายในจมูก ดังนั้นน้ำตาที่ขับออกมาจากต่อมน้ำตาตลอดเวลานี้ บางส่วนก็จะระเหยไป และบางส่วนไหลลงสู่น้ำตามาขับออกทางจมูก ช่วยให้เยื่อจมูกชุ่มชื้นไปด้วย

น้ำตา



เราเองจะไม่สังเกตหรือทราบเลยว่า ตลอดเวลาที่น้ำขับออกมานี้ น้ำตาได้ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวของด้านหน้าลูกตา และบรรดาฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่หลงปลิวเข้าสู่ในตานั้นได้ถูกชะล้าง เพื่อให้ตาสะอาดอยู่เสมอ ถ้าหากขาดน้ำตานี้แล้ว ผิวหน้าของลูกตาก็จะแห้งทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบตา ชั่วเลาอันไม่นานนัก ถ้าหากขาดน้ำตาและตาแห้งไปแล้ว อวัยวะละเอียดอ่อนนี้จะแห้งและถูกทำลายไป ทำให้ตาบอดได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงแต่ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวลูกตาเท่านั้น น้ำตายังเป็นตัวสื่อหรือตัวกลางในการที่จะทำให้การมองเห็นดียิ่งขึ้นระหว่างที่น้ำตามาฉาบอยู่บนผิวของตาดำหรือตัวกระจกตา นอกจากนั้นยังเชื่อว่าในน้ำตามีพวกสารประกอบที่เป็นตัวยาอย่างหนึ่งที่มีฤทธิ์ทำลายพวกจุลินทรีย์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย น้ำตาจึงเป็นเสมือนตัวยาที่จะคอยป้องกันและทำลายพวกเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะเป็นอันตรายต่อลูกตา

น้ำตาไม่ใช่น้ำเปล่า ๆ ธรรมดา ๆ แต่จะสารประกอบอย่างอื่นรวมด้วย ถ้าชิมน้ำตาดูแล้วจะรู้สึกว่ามีรสเค็ม ๆ เล็กน้อย นั่นก็เพราะในน้ำตามีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่ นอกจากเกลือ จะมีพวกแร่ธาตุบางอย่าง มีโปรตีน และมีน้ำตาลกลูโคสเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยบ้างเล็กน้อย

เมื่อเวลาได้รับความระคายเคืองจากสิ่งใด คนเราจะกะพริบตา การกระพริบตาเป็นกลไกของการป้องกันอันตรายให้แก่ลูกตาอย่าหนึ่ง ทุกคนแทบจะไม่สังเกตตัวเองหรือสังเกตผู้อื่นว่าเรากะพริบตาอยู่เป็นระยะ ๆ ตลอดเวลาการกะพริบตานั้นก็เพื่อที่จะให้น้ำตาได้เคลือบแผ่ไปทั่วผิวของลูกตาเป็นการป้องกันการแห้งของลูกตา โดยเฉลี่ยแล้วคนเราจะกะพริบตาทุก ๆ 2 – 3 วินาที เวลาตื่นเต้นหรือโกรธ คนเราจะกะพริบตาถี่ขึ้น บางคนมีนิสัยกะพริบตาถี่ ๆ เวลาพูด เวลาที่ตั้งใจมองสิ่งใด เช่น อ่านหนังสือเราเวลานานกว่าปกติที่จะกะพริบตาเสียครั้งหนึ่ง มีผู้สังเกตและทำสถิติเวลาอ่านหนังสือเอาไว้ พบว่าผู้หญิงเวลาอ่านหนังสือ 5 วินาที จะกะพริบตาครั้งหนึ่ง ส่วนผู้ชาย 10 – 12 วินาที จึงจะกะพริบตาครั้งหนึ่ง เรื่องความแตกต่างกันเช่นนี้ไม่อาจอธิบายได้ แต่ผู้ทำสถิติให้ข้อสังเกตว่า คงเป็นเพราะผู้ชายเวลาอ่านหนังสือคงทนเพ่งอ่านหนังสือได้นานดีกว่าหญิง คนเราต้องกะพริบตาอยู่เสมอ ถ้าหากจะฝืนไม่กะพริบตาเลยเพียงชั่ว 10 – 12 วินาที เท่านั้นจะอดทนฝืนต่อไปไม่ได้ ต้องกะพริบตาจนได้ไม่เช่นนั้น แล้วจะรู้สึกแสบตาทันที

มีโรคอย่างหนึ่งที่จะพบได้บ่อย ๆ เหมือนกัน คือโรคท่อน้ำตาอุดตัน อันเป็นผลจากการอักเสบของท่อน้ำตา ที่เป็นทางให้น้ำตาไหลลงสู่เยื่อบุในรูจมูก การอักเสบเริ่มต้นทีละน้อย ๆ จนในที่สุดจะมีการอักเสบรุนแรงมากขึ้น

อาการเริ่มต้นเมื่อมีท่อน้ำอุดตันจากการอักเสบของท่อน้ำตานี้ก็คือ มีน้ำตาไหลอยู่ตลอดวเลา ยิ่งถ้าฝุ่นละอองเข้าตาเพียงเล็กน้อย หรือแม้ถูกแสงสว่างมาก ๆ จะเคืองตาและมีน้ำตาไหลออกมามารก นาน ๆ
ข้น ๆ เหนียว ๆ ออกมาทางรูน้ำตาที่หัวตา หรือถ้ากดรีดแรง ๆ อาจมีน้ำข้น ๆ ที่ไหลออกไปทางรูจมูก น้ำข้น ๆ เหนียว ๆ นี้เป็นพวกหนองที่ขังอยู่ในท่อน้ำตาที่ตัน คนที่มีตาแดงอยู่ข้างเดียวเป็นอยู่นาน ๆ และตาแดงมากทางด้านหัวตา เมื่อลองรีดด้านข้างสันจมูก ซึ่งเป็นบริเวณของท่อน้ำตาแล้วมีน้ำข้น ๆ เหนียว ๆ ออกมาทางหัวตา จะต้องสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโรคท่อน้ำตาอักเสบและเกิดการตันนี้

การเกิดโรคนี้ขึ้น อาจเกิดจากมีการอักเสบที่ท่อน้ำตาโดยตรง หรือเพราะมีการอักเสบในรูจมูกจากโรคต่าง ๆ ก่อน แล้วการอักเสบนั้นลุกลามเข้าไปท่อน้ำตาต่อไป เมื่อทุเลาการอักเสบ ท่อน้ำตาเกิดแผลเป็นก็จะหดตัวทำให้รูท่อน้ำตาตีบแคบหรือตันไป การรักษาโรคนี้อาจต้องใช้วิธีขยายท่อน้ำตา หรืออาจต้องทำผ่าตัด การปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจมีการอักเสบรุนแรงขึ้นทำให้บริเวณหัวตาและข้างสันจมูกบวมมีลักษระเหมือนเช่นเป็นฝี ตาบม ลมตาไม่ได้ และอาจมีไข้ ในรายเช่นนี้ก็ต้องผ่าฝีก่อน แล้วรักษาเรื่องของการอุดตันที่ท่อน้ำตาต่อไปภายหลัง

คนเราเวลาร้องไห้จะทำให้ต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามากกว่าปกติ น้ำตาระเหยไปไม่ทัน และไหลลงสู่ท่อน้ำตาไม่ทัน ก็จะล้นจากตาและไหลออกมาอาบแก้ม ในจมูกเองก็จะเห็นว่ามีน้ำมูกมากด้วย นั่นเพราะมีน้ำตาไหลลงสู่จมูกมากขึ้น เวลาร้องไห้คนเราจึงมีทั้งน้ำมูกและน้ำตาไหล

เวลาเป็นหวัด เยื่อบุจมูกบวมขึ้น ก็ทำให้น้ำตาไหลลงสู่จมูกไม่สะดวก เวลาเป็นหวัดจึงทำให้มีน้ำตาไหลด้วย หรือถ้าหากเป็นโรคแพ้อาการ จมูกมีอาการแพ้คล้ายเป็นหวัด บางครั้งเยื่อตาก็จะแสดงอาการแพ้โดยมีตาแดง และน้ำตาไหลมากด้วยเหมือนกัน

ความเศร้าสลด ความเสียใจ ความผิดหวัง ความน้อยใจ ความไม่พอใจหรือความโกรธ เป็นอารมณ์ที่ทำให้คนเราต้องร้องไห้ อารมณ์นั้นจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำตาทำงานมากขึ้น บางครั้งน้ำตาอาจไหลออกมาเมื่อคลายจากความตื่นเต้นวุ่นวายใจหรือเมื่อเกิดความปิติยินดีก็ได้

ทารกจะต้องไห้นับแต่คลอดออกมา แต่ใน 2 – 3 อาทิตย์แรก ทารกร้องไห้จะไม่มีน้ำตาออกมาด้วย จะมีน้ำตาก็ต่อเมื่ออายุเลย 3 อาทิตย์แล้ว การร้องไห้ตอนแรกเกิดนั้นก็เพื่อที่หายใจเอากาศเข้าสู่ปอด เพื่อให้ปอดขยายและเริ่มการปฏิบัติหน้าที่ในการหายใจ หลังจากนั้นมาทารกจะร้องก็ต่อเมื่อหิว เมื่อรู้สึกไม่สบาย เมื่อกาศร้อนมาก เย็นมาก หรือเมื่อถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และร้องไห้เมื่อต้องการให้ผู้ใหญ่เอาใจใส่หรือต้องการความรักความเอ็นดู เพราะการร้องไห้เป็นวิธีเดียวที่เด็กจะบอกถึงความต้องการของตนให้ผู้ใหญ่ทราบได้ เมื่อเด็กเริ่มพูดเป็นจะเห็นได้ว่าการร้องไห้ลดน้อยไปเพราะพูดขอสิ่งซึ่งตนต้องการได้ แต่เด็กก็ยังคงชอบที่จะร้องไห้ในบางครั้งเสมอ เนื่องจากรู้ดีว่าการร้องไห้นั้นได้ผลตอบสนองโดยผู้ใหญ่จะหันมาสนใจตนกว่าการพูด

ผู้หญิงมักจะร้องไห้ได้ง่ายและร้องไห้มากกว่าผู้ชาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะขนบธรรมเนียมยอมให้ผู้หญิงร้องไห้ได้อย่างเสรีและถือกันว่า การร้องไห้เป็นสมบัติของเด็กและผู้หญิง แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะไม่ร้องไห้หรือไม่อยากจะร้องไห้ ทุกคนเมื่อเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ล้วนแต่อยากจะร้องไห้ทั้งนั้น เพราะการร้องไห้เป็นการระบายอารมณ์ที่ดีได้อย่างหนึ่ง แต่ผู้ชายร้องไห้กันน้อยก็เพราะการบังคับในตนเองมาจนเคยเนื่องจากการถูกอบรมมาแต่เด็ก ๆ ว่าการร้องไห้นั่นไม่ใช่ลักษณะของลูกผู้ชาย ผู้ชายจะต้องมีจิตใจอดทนเข้มแข็ง รู้จักที่กลั้นการร้องไห้ไว้จนเกิดเป็นนิสัย

การร้องไห้และการหลั่งน้ำตา เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยปลอบประโลมใจตนเอง ช่วยบรรเทาความเคร่งเครียดของจิตใจและอารมณ์ ซึ่งเมื่อได้ระบายอารมณ์ออกไปแล้ว อาจช่วยให้มองเห็นลู่ทางที่จะขจัดหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ความนึกคิดต่าง ๆ อาจแจ่มใสขึ้นเมื่ออารมณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ความนึกคิดต่าง ๆ อาจแจ่มใสขึ้นเมื่ออารมณ์ต่าง ๆ นั้นลดน้อยไป น้ำตาจึงมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือช่วยรักษาทางจิตใจได้เป็นอย่างดี

หากจะถามเป็นปัญหาว่า คนเราสมควรร้องไห้หรือไม่ ก็ต้องพูดถึงคำของนักปรัชญาผู้หนึ่งซึ่งได้กล่าวไว้ว่า... “ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเวลาที่จะต้องเป็นไปตามกาลเวลา ชีวิตคนเราย่อมจะต้องมีเวลาร้องไห้ และมีเวลาหัวเราะ”

ดังนั้นคนเราก็ควรที่จะมีอารมณ์อันเป็นสมดุฃกัน คือ ต้องมีหัวเราะ ต้องมีร้องไห้ ไม่ใช่ว่ามีอารมณ์
ใด ๆ แล้วก็จะต้องร้องไห้ทุกครั้งไป แต่จะต้องรู้จักหักห้ามความรู้สึกและรู้จักแสดงความรู้สึกออกมาให้ถูกและเหมาะสมต่อสภาพแห่งกาลเวลาและสถานที่เพื่อแสดงบุคลิกลัษณะอันมีความสมดุลของคนปกติ

บุคคลผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ทุกคนสามารถที่จะควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนได้ แต่บุคคลเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่จะมีอารมณ์และจิตใจเช่นคนอื่น ๆ เมื่อถึงเวลาบางครั้งบุคคลเหล่านั้นก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน

น้ำตาของคนเราช่วยให้ลูกตาชุ่มชื้น ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น ช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่เข้าสู่ลูกตา ช่วยทำให้พิษต่าง ๆ ที่เข้าสู่ลูกตาเจือจางไป เป็นการช่วยป้องกันอันตรายอันจะเกิดขึ้นกับลูกตาซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญและมีค่าอย่างมหาศาล น้ำตายังเป็นเสมือนยาอย่างหนึ่งที่ช่วยรักษาจิตใจและอารมณ์ของคนเราได้ด้วย

เพราะฉะนั้นจงร้องไห้เถิด แต่ควรจะรู้ว่าเมื่อใดควรที่จะร้องไห้ เรามีชีวิตอยู่ในโลกอันเต็มไปด้วยปัญหา ความเจ็บป่วยและปัญหามากมาย การร้องไห้เมื่อสมควรจะร้องไห้นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์โดยแท้

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง