Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ผู้สูงอายุ กับวัยที่ย้อนกลับ

ผู้สูงอายุ กับวัยที่ย้อนกลับ

จำนวนคนดู 800 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 14:55 น.

ผู้สูงอายุ จะมีสักกี่คนที่เมื่อถูกถามว่า สบายดีหรือป่าว แล้วเขาจะตอบว่าดีมากๆ
ซึ่งคำว่าดีของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไป ในที่นี้หมายถึงดีทั้งร่างกายและจิตใจ ผู้สูงอายุส่วนมากพบว่าร่างกายมีความผิดปกติ ไม่เหมือนเดิม เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจ บางคนอาจรับไม่ได้ก็ทำให้เกิดความเครียดขึ้น

จากการสำรวจกลุ่มผู้สูงอายุที่รู้สึกว่ายังกระปรี้กระเปร่าอยู่นั้น พบว่าวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นมีความคล้ายคลึงกันในบางอย่าง เช่น การมองโลกในแง่ดี การมีทัศนคติที่ดีและมีเหตุผล การกินอาหารเสริม วิตามิน เกลือแร่ สมุนไฟรอย่างดี ใส่ใจในสุขภาพของตนเอง และอยากจะมีชีวิตยืนยาวเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่มีการพัฒนาขึ้น

ดูดีเมื่ออายุมาก

เราทุกคนต้องการที่จะดูเด็กกว่าวัย ต้องการชีวิตที่ยืนยาว ต้องการประสบความสำเร็จ ต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ถ้าเราไม่เริ่มปฏิบัติต่อร่างกายอย่างดีในวันนี้ เราจะไปถึงสิ่งที่หวังไว้ในวันที่สูงอายุได้อย่างไร

ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

ร่างกายของมนุษย์สามารถถูกโจมตีจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษ และโรคอื่นๆได้ในแต่ละวัน การมีร่างกายแข็งแรงและระบบภูมิคุ้มกันทีดีก็จะสามารถต่อสู้ปกป้องเชื้อโรคต่างๆได้ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเสื่อมไปพร้อกันอายุที่เพิ่มมากขึ้น นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายอ่อนแออเมื่อมีอายุมากขึ้น และติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น จึงได้มีการคิดค้นวิธีการต่อต้านความชรากันขึ้นมากมายแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกก็คือวิธีการป้องกันระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายการใช้ชีวิตที่ดี เช่น การกินอาหารที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำจิตใจให้ดีนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

ในทางกลับกัน ปัจจัยหลายอย่างที่เราพบเจอในแต่ละวันมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันไม่น้อย ทั้งสารพิษในอาหาร มลภาวะในอากาศ สิ่งแวคล้อม และขาดการออกกำลังกาย ตลอดจนความเครียคก็ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะล้างพิษในตัวเองกี่ครั้งก็ไ่ม่ได้ช่วยอะไรมากเท่ากับการมองโลกในแง่ดี ทำใจยอมรับกับสิ่งต่างๆ เข้าใจปัญหา และปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างลงเสียบ้าง อีกทั้งลองตัดความเครียดออกจากตัวเองให้หมดไปแล้วคุณจะรู้สึกถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ความเครียดยังก่อให้เกิดโรคอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อาหารไม่ย่อย ปวดศีรษะ ไมเกรน

ดังนั้น ความเครียดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันจึงได้มีการพัฒนาเทคนิคคลายความเครียดขึ้น เช่น พัฒนาระบบความคิดหาเหตุและผล หาข้อยุติ และปล่อยวางเมื่อเกิดความเครียด ลองคิดดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เราพอจะแก้ไขได้บ้างไหม ถามครอบครัวหรือคนรอบข้างให้ช่วยคิดด้วยอาจจะพบหนทางแก้ไขได้บ้างไหม ถามครอบครัวหรือคนรอบข้างให้ช่วยคิดด้วยอาจจะพบหนทางแก้ไขที่ดี เพราะในบางครั้งเรารู้แต่ในมุมที่เรามอง หากถามคนอื่นเขาอาจจะมองในแง่มุมที่ต่างจากเราออกไปซึ่งอาจช่วยเราแก้ปัญหาได้บ้างแต่ถ้าปัญหานั้นแก้ไขไม่ได้จริงๆ ก็พยายามทำใจยอมรับและมองถึงด้านดีๆ

นอกเหนือจากการพัฒนาระบบความคิดแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เหงื่อออกและให้อัตราการทำงานของหัวใจเพื่มมากขึ้นก็สามารถช่วยลดระดับความเครียคได้ รวมทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง

จากสถิติพบว่า ผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรงร้อยละ 89 ออกกำลังกาย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยการเดินหรือขี่จักรยาน และนอนหลับวันละ 8 ชั่วโมง

ผู้สูงอายุ


อาหารต้านความเครียด

อาหาร สมุนไพร และอาหารเสริม ซึ่งมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายช่วยส่งเสริมให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้น โดยตัวอนุมูลอิสะมักจะไปทำลายดีเอ็นเอ (พันธุกรรมของร่างกาย) ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสายพันธุกรรมเซลล์จึงมีลักษณะผิดไปจากเดิม โดยปรากฏผลภายนอกอย่างชัดเจนคือริ้วรอยเหี่ยวย่น หมองคล่ำ และระบบภายในที่ผิดปกติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย

อาหารที่มีผักและผลไม้สดเป็นตัวอย่างที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะวิตามินเป็นสารอาหารที่สำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงโดยข้อเท็จจริงผู้เชียวชาญมักแนะนำให้กินอาหารเสริมที่รู้จักกันว่า เบตา-แคโรทีน (Beat-carotene) ซึ่งได้มาจากวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเซเลเนียม

อาหารธรรมชาติอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น กระเทียม ชาเขียว หัวหอมหรือแม้แต่ช๊อกโกแลต ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ จากการวิจัยพบว่าในกระเทียมมีสารเพิ่มภูมิคุ้มกันถึง 14 ชนิด ทำให้หวนคิดถึงคนสมัยก่อนที่มักพูดต่อๆ กันว่ากินกระเทียมเยอะๆแล้วไม่เป็นหวัด นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรบางชนิด เช่น Echinacea ซึ่งพบว่าทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กินได้ครั้ละไม่เกิน 2 เดือน แล้วให้หยุดกิน 2 เดือน จากนั้นจึงจะกลับมาใช้ใหม่ได้อีกและในตำราจีนได้กล่าวถึงเห็ดหอมและเห็ดหลินจือว่าช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้เช่นกัน

ในการศึกษาผู้สูงอายุชายและหญิงที่มีสามีหรือภรรยาเป็นโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's Desease) พบว่าความกดดัน ความเครียด ความโกรธ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันมาก และมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนปกติ

เพิ่มพลังสมอง

การที่มีร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันที่ดี และอารมณ์ที่ดี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุคลายความวิตกกังวล วิถึชีวิตที่ฉลาดจะช่วยให้สมองเสื่อมสภาพช้าลง ซึ่งผู้สูงอายุส่วนมากมันจะหลงลืมหรือมีความจำในระยะสั้น วิธีช่วยให้สมองมีความจำที่ดีขึ้นคือ การฝึกคิด โดยลองให้ผู้สูงอายุเล่นเกมส์ทายคำ หรืออ่านหนังสือเป็นประจำ จะช่วยให้ระบบความจำ ความคิด ไม่ถูกทำลายไปโดยง่ายซึ่งจากการศึกษาพบว่า 70 เปอร์เซนต์ของผู้สูงอายุที่อยู่เฉยๆ จะสูญเสียความจำได้เร็วกว่าผู้ที่คิดหรือต้องใช้สมองในการคิดถึง 87 เปอร์เซนต์

การออกกำลังก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความจำ เนื่องจากขณะออกกำลังกาย สมองจะได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงขึ้น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสอมงได้

อาหารสมอง

อาหารหลายชนิดมีผลต่อระบบความจำและสุขภาพสมอง วิตามินทั้งหลายทั้ง บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 และกรดโฟลิก (Folic Acid) ช่วยเพิ่มความจำและลดความเครียด ทำให้ระบบประสาทแห่งการรับรู้และจดจำดีขึ้น

อาหารที่มีวิตามินบีสูง ได้แก่ ธัญพืช ตับ จมูกข้าวสาลี หอยนางรม ปลาซาร์ดีน ปลาทู เมล็ดถั่ว-งา ไขมันเมื่อเข้าสู่สมองจะช่วยในการขนส่งกระแสเลือด ประสาท และเพิ่มเนื้อเยื้อของเหลวในสมองให้ดีขึ้น

อาหารเสริมจำพวก Phosphatidylcoline และ Phosphatidylserine ช่วยสร้างเสริมองค์ประกอบของสมอง Phosphatide นั้นเป็นไขมันที่ร่างกายผลิตขึ้นช่วยอำนวยความสะดวกให้เซลล์เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น Phosphatidylserine ผลิตมาจากเลชิตินจากถั่วเหลืองจะช่วยลดความผิดปกติของเส้นประสาทสมองซึ่งเป็นที่มาของอาการความจำเสื่อม

สมุนไพรอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) ซึ่งช่วยเพิ่มความจำ เพราะสารที่มีอยู่ในในแปะก๊วยนี้จะทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว ทำให้เลือดหมุนเวียนมากขึ้น สมองได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ แต่ก็มีข้อจำกัดใช้ในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดบาง เพราะจะทำให้เส้นเลือดแตกและเป็นอันตราย

10 เคล็บลับสร้างเสริมสุขภาพที่ดี

กินอาหารให้สมดุล โดยเน้นผักและผลไม้สด 5 ส่วนต่อวัน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย)
ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปีหรือครึ่งปีหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์ก่อน อย่าละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้
หยุดบุหรี่ เพรายังไม่สายเกินไปหากจะเลิกสูบบหรี่เสียแต่วันนี้
ฝึกฝนความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ในที่นี้หมายถึงป้องกันการล้ม เพราะผู้สูงอายุมักหกล้มง่าย จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบที่เป็นพื้นยางเพื่อป้องกันการลื่นหกล้ม
พยายามอย่าอยู่คนเดียว ควรอยู่กับครอบครัว เพื่อน หากิจกรรมทำเพื่อฝึกความคิดและเพิ่มความกระฉับกระเฉง
อย่าอยู่ในที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด เพราะร่างกายอาจไม่สบายได้ง่าย
อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะผู้สุงอายุจะไม่สามารถทรงตัวได้ดีเท่าคนที่มีอายุน้อย
เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ติดตามข่าวสาร ทำตัวทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ แล้วคุณจะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่แก่เกินวัย ซี่งโดยทั้วไปคนสูงอายุจำนวนมามักไม่ยอมรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก และมองว่าตัวเองแก่โบราณ
มีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่ดี ทำทุกวันให้มีความสุข และอยากอยู่ต่อเพื่อจะได้มีความสุขต่อไป

ฮอร์โมนชลอความชรา

จากการทดลองให้ฮอร์โมนแก่ผู้สูงอายุปรากฏว่า ผู้สูงอายุมีความรู้สึกว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น แต่การให้ฮอร์โมนช่วยต่อต้านความชรานั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันอีกมาก เพราะมีข้อจำกัดต่างๆ และอาจมีผลข้างเคียงตามมา ดังนั้นจึงควรปรึกษาผู้เชียวชาญก่อนใช้ฮอร์โมนเหล่านี้

เมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยในการนอนหลับ โดยเฉพาะช่วยเรื่องปรับเวลาการนอนจากการเปลี่ยนแปลงเวลา (Jet Lag) นี้ช่วยให้ระบบกลไกการทำงานของร่างกายต่อต้านความชรา แต่ไม่ควรใช้ฮอร์โมนชนิดนี้ถ้าอายุยังไม่เกิน 40 ปี เพราะร่างกายยังสามารถผลิตเมลาโทนินได้ดีและเพียงพออยู่ ทั้งอย่าใช้ในปริมาณมากเกินไป และต้องจำกัดเวลาการใช้
DHEA อีกหนึ่งฮอร์โมนที่ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
เอสโตรเจนและเทศโทสเตอโรน (Estrogen and Testosterone) เป็นฮอร์โมนทางเพศ ช่วยชะลอความเสื่อมจากอายุ การกินฮอร์โมนชนิดนี้ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกดีขึ้น และช่วยในวัยทอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่แนะนำให้ใช่ฮอร์โมนนี้ เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคอื่นได้
Human Growth Hormone (HGH) เป็นฮอร์โมนที่ใช้กันมาก แต่ก่อนฮอร์โมนนี้ใช้ในเด็กที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้กันมากในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อไม่ให้หย่อนยานและลดไขมันในชั้นผิวหนังทำให้รูปร่างกระชับ จากการศึกษาจนถึงปัจจุบันยังไม่พบอันตรายหรือผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนนี้ จึงถือว่ายังปลอดภัย ทำให้นิยมกันมาก

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง