Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > สัญญาณบอกโรค และหนทางเยียวยา

สัญญาณบอกโรค และหนทางเยียวยา

จำนวนคนดู 4116 คน | เผยแพร่เมื่อ 23 พ.ค. 2558 เวลา 16:04 น.

20 สัญญาณบอกโรค ลักษณะหรืออาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคภัยไข้เจ็บที่แฝงอยู่ โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เป็นได้ ดังนั้น ทุกคนควรสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายก็ควรจะใส่ใจดูแลรักษา และหากไม่แน่ใจในอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคต่อไป

สัญญาณ 20 ประการต่อไปนี้ ได้แก่

  1. เล็บเปราะบาง หักง่าย เกิดจากการขาดซิลิกา (Silica) ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อเกี่ยวกันและกระดูก ร่างกายจึงต้องการซิลิกาเพื่อสะสมมากกว่าเหล็ก ทองแดง สังกะสี การแก้ปัญหาเล็บเปราะหักง่ายนี้ ต้องกินซิลิกาแคปซูล 10 มิลลิกรัมต่อวัน

  2. ผิวหนังแห้งหยาบ ขาดความชุ่มชื้น สาเหตุเกิดจากขาดกรดไขมันที่จำเป็น โดยปกติผิวหนังแห้งอาจเกิดจากการขาดน้ำ ในแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำให้มาก ๆ แม้จะไม่รู้สึกกระหายก็ตาม และถ้าอยู่ในช่วงอากาศเย็นหรือออกกำลังกายก็ควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ และที่สำคัญ กรดไขมันในร่างกายทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น ไม่แห้งแตกง่าย สัญญาณเตือนแบบนี้ให้กินน้ำมันปลาที่มีโอเมกา-3 (Omega-3) 1 กรัม และแกมมา-ไลโนลีนิก (Gamma-Linolenic Acid)  75 มิลลิกรัม

  3. กระดูกเปราะ หักง่าย เป็นเพราะร่างกายได้รับวิตามินบี 6 หรือ วิตามินบีตัวอื่นไม่เพียงพอ ซึ่งการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน กอปรกับเกิดความเครียดอย่างหนักเป็นเวลานาน ร่างกายจึงต้องการวิตามินบีมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดวิตามินชนิดนี้ได้ง่าย จึงต้องกินวิตามินบีรวมและบี 6 วันละ 200 มิลลิกรัมเป็นเวลา 3 เดือน ถ้าอาการดีขึ้นก็อาจลดปริมาณลงได้

  4. โรคต่อมลูกหมากอักเสบ สาเหตุเกิดจาการขาดควอซินทิน (Quercetin) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในแอปเปิล หัวหอม เมล็ดฟักทอง มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของต่อมลูกหมาก ซึ่งโดยทั่วไปไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ คนที่มีอาการดังกล่าวควรกินควอซิทินแคปซูลขนาด 1,000 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

  5. คอพอก เกิดจากการขาดไอโอดีนและกรดไขมันโอเมกา-3 จึงควรกินไอโอดีนและโอเมกา-3 ปริมาณ 1 กรัมต่อวัน หรือกินสาหร่ายทะเลซึ่งมีไอโอดีนสูงเป็นประจำก็ได้ และจากการศึกษาในสัตว์พบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของสัตว์ทดลองที่เป็นคอพอกมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับสารไอโอดีนและกรดไขมัน โอเมกา-3 เป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน แต่อาหารบางชนิดอาจขัดขวางการดูดซึมไอโอดีนเข้าสู่ร่างกาย เช่น กะหล่ำปลีดิบ กะหล่ำดอกดิบ ถั่งลิสง กาแฟ

  6. ตะคริว เป็นอาการของเลือดไหลเวียนผิดปกติ หรือการหดตัวของกล้ามเนื้อทั้งจากการขาดวิตามินอี และแมกนีเซียม จึงควรให้ร่างกายได้รับวิตามินอี 400 – 800 ไอยู และแมกนีเซียม 400 มิลลิกรัมต่อวัน หากเป็นไปได้ควรนวดบริเวณที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดอาการเป็นตะคริวลง

  7. หดหู่ ร่างกายต้องการวิตามินบี เพื่อสร้างสื่อประสาท เช่น ซีโรโทนิน (Serotinin) เพราะหากร่างกายขาดวิตามินทั้งหลายจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหดหู่ได้ ดังนั้นควรให้ร่างกายได้รับวิตามินบีรวม หรือแยกเป็นวิตามินบี 1 50มิลลิกรัม วิตามินบี 6 ปริมาณ 100 มิลลิกรัม วิตามินบี 12 อีก 500 มิลลิกรัม และวิตามินบี 5 หรือกรดโฟลิก 1,000 มิลลิกรัมเป็นประจำ ซึ่งนอกจากวิตามินบีทั้งหลายแล้ว การกินโครเมียมและ 5-HTP ก่อนนอนที่จะทำให้ความรู้สึกหดหู่หายไปได้เช่นกัน อาการที่ปรากฏ ผลลัพธ์ ผมเป็นสีขาว หรือผมหงอกก่อนวัย ผมร่วงผิดปกติ โรคหัวใจ หรือโรคระบบทางเดินหายใจ เส้นเลือดขอด โรคตับ หรือความผิดปกติของตับและน้ำดี หน้าท้องลาย โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ กระดูกข้อโต ปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคกระดูก จุดเหลืองใต้ตา มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ลิ้นโต มีขนาดใหญ่ขึ้น โรคไทรอยด์ คอโต มีขนาดใหญ่ ความดันโลหิตสูง จุดขาวบนเล็บ หรือดอกเล็บ โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งปอด หรือเนื้องอก

  8. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากการขาดฟลาโวนอยด์ (Plavonoids) ซึ่งอยู่ในตระกูลสารต้านอนุมูลอิสระ พบในผักและผลไม้บรรเทาได้โดยการกินสารสกัดจากแครนเบอร์รี่ (Cranberry) เข้มข้น 800 – 1,000 มิลลิกรัม หรือดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ 1 -2 แก้ว ซึ่งในแครนเบอร์รี่มีสารฟลาโวนอยด์สูง ช่วยลดแบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะได้ หรือดื่มน้ำกระเจี๊ยบไม่ใส่น้ำตาล หรือกระเจี๊ยบแคปซูลแทนก็ได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือกินผักและผลไม้ให้มาก และพบแพทย์ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เพราะอาจเกิดโรคอื่นแทรกซ้อนได้

  9. ริดสีดวง เกิดจากการขาดวิตามินอีและใยอาหาร และอาจเกิดจากเลือดเกาะตัวกันไม่ดี ควรให้ร่างกายได้รับวิตามินอีและใยอาหารเป็นประจำ เพราะริดสีดวงทวารอาจเกิดจากผนังหลอดเลือดเปราะบาง หรือเลือดจับกันเป็นก้อนบริเวณทวารหนักจากการเบ่งหรือใช้แรงบริเวณกล้ามเนื้อนั้นมากเกินไป ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักถูกทำลายและอักเสบ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการบริโภคอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายเป็นประจำจะสามารถช่วยได้ หรือกินวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อวันก็ช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น

  10. กล้ามเนื้ออักเสบ สาเหตุเกิดจากการขาดสารอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น กรดไขมันโอเมกา-3, แกมมา-ไลโนลีนิก แอซิด และแอนติออกซิแดนต์ หากเกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบควรกินโอเมกา-3 สัก 1 กรัม และสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้อาหารเสริมบางชนิดยังช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ เช่น Methyl Sulfonyl Methane หรือที่รู้จักกันว่า MSM

  11. เลือดออกตามไรฟัน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ขาดวิตามินซี และโคเอนไซม์ คิว 10 (Co Q 10) ซึ่งวิตามินซี 1,000 – 2,000 มิลลิกรัม และใช้โคเอนไซม์ คิว 10 ปริมาณ 100 มิลลิกรัม โดยแบ่งถูกับเหงือกส่วนที่หนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนำมากิน การติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดการอักเสบ และสามารถลุกลามจนเกิดอาการเรื้อรังได้ ซึ่งนอกจากวิตามินซีและโคเอนไซม์ คิว 10 แล้ว สารต้านอนุมูลอิสระก็ช่วยต้านแบคทีเรียได้ดี

  12. ไมเกรน เกิดจากการขาดวิตามินบี 2 ( Riboflavin) ทำให้เส้นเลือดในสมองขยายตัวมากเกินไป จึงเกิดอาการปวดศีรษะ นอกจากนี้ความเครียดยังส่งผลให้เป็นไมเกรนอีกด้วย ดังนั้นควรกินวิตามินบี 2 400 มิลลิกรัม และโคเอนไซม์ คิว 10 (Co Q 10) 150 มิลลิกรัมติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนทุกวัน

  13. ตาบอดตอนกลางคืน แก้ไขได้ด้วยการกินโคเอนไซม์ คิว 10 ซึ่งเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในปริมาณ 10,000 ไอยูต่อวัน อาการนี้อาจเกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งมีผลต่อเรตินนอลในตา นอกจากวิตามินเอแล้ว วิตามินบีรวมก็ช่วยให้วิตามินเอทำงานดีขึ้น

  14. การติดเชื้อในหู เกิดจากการแพ้อาหารและภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ควรให้ร่างกายได้รับวิตามินซี 1,000 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งจำกัดปริมาณอาหารที่ทำจากนมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการแพ้และอักเสบภายในช่องหูทั้งในเด็กและผู้ใหญ่และทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้ารู้สึกเจ็บหูมากหรือมีอาการอยู่นานควรไปพบแพทย์

  15. ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด ความกังวล นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกายสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้ร่างกายขาดวิตามิน เกลือแร่และได้รับน้ำตาลมากเกินไป ดังนั้นควรกินวิตามินรวมวันละ 1 – 2 เม็ด

  16. ใต้ตาคล้ำ เกิดจากการแพ้หรือความเครียด ร่วมกับการขาดวิตามินบี จึงควรกินวิตามินบีรวมวันละ 2 ครั้ง และอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และหากปล่อยให้ใต้ตาคล้ำหรือมีถุงใต้ตาเป็นเวลานานจะยิ่งรักษายาก อีกทั้งต้องระวังพวกเกสรดอกไม้ เพราะจะทำให้เกิดการแพ้ ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารพวกเกสรดอกไม้ เพราะจะทำให้เกิดการแพ้ ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารหนักก่อนนอน ส่วนวิตามินบี 6 ช่วยขับนำส่วนเกินออกจากร่างกาย ทำให้น้ำที่คั่งบริเวณใต้ตาลดลง

  17. ความวิตกกังวล จำเป็นต้องได้รับอาหารประเภทถั่วและธัญพืช รวมทั้งโปรตีนจากปลา เพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นในการช่วยลดความเครียดและคลายความวิตกกังวล นอกจากนี้ควรกินวิตามินรวมและอิโนซิทอล (Inositol) ในปริมาณวันละ 2 – 5 กรัม เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย

  18. ขาดประจำเดือน เกิดจากฮอร์โมนที่ไม่สมดุล การขาดวิตามินและเกลือแร่ควรกิจอาหารที่มีสารอาหารจำพวกวิตามินบีรวม แคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินอี เป็นที่น่าสังกตว่าอาการปวดประจำเดือนอาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุทั้งที่อันตรายและไม่อันตราย ดังนั้นหากมีอาการปวดมากขึ้นควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของมดลูก

  19. หูตึง เกิดจากเนื้อเยื่อในหูถูกทำลาย และการหมุนเวียนโลหิตผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุจากการขาดกรดโฟลิกและวิตามินบี 12 รวมถึงขาดสารต้านอนุมูลอิสระด้วย บรรเทาได้โดยกินกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัม และวิตามินบี 12 ปริมาณ 500 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือนสำหรับคนที่มีอาการเป็นเวลานาน แต่หากมีอาการหูตึงเฉียบพลันให้กินสารสกัดจากใบแปะก๊วย (Gingkgo Extract) วันละ 200 มิลลิกรัมอาจช่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรทำความเข้าใจว่า อาการหูตึงไม่ใช่เรื่องปกติของผู้สูงอายุ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ เต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินบีรวม

  20. สิว เกิดจากการขาดวิตามินเอและธาตุสังกะสี ฉะนั้นเพื่อป้องกันการเกิดสิวควรบริโภควิตามินเอ 10,000 – 25,000 ไอยูต่อวันติดต่อกันอย่างน้อย 2 – 3 เดือน เพื่อลดอาการเป็นสิว และกินสังกะสี 25 มิลลิกรัมร่วมด้วย นอกจากนี้ในถั่วเหลืองยังมีสารชื่อว่า ไอโซฟลาโวนส์ (Isoflavones) ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดการเกิดสิวได้ แต่สำหรับผู้หญิงมีครรภ์ไม่ควรให้ร่างกายได้รับวิตามินเอมากกว่าวันละ 10,000 ไอยู นอกจากสัญญาณบอกโรคทั้ง 20 ประการนี้แล้ว จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พบว่ายังมีลักษณะบางอย่างที่ปรากฏบนร่างกายสามารถบอกได้ถึงความผิดปกติ หรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสุขภาพในอนาคตได้ แต่ใช่ว่าลักษณะอาการที่ปรากฏจะเป็นสัญญาณบ่งบอกดรคของทุกคนเสมอไปในบางคนอาจเกิดจากสาหตุอื่นก็ได้ ซึ่งหากมีอาการผิดปกติควรสังเกตตัวเอง และไปตรวจร่างกายเพื่อดูแลรักษาในขั้นต่อไป

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง