Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > ธรรมชาติบำบัด กับการรักษาโรคมะเร็ง

ธรรมชาติบำบัด กับการรักษาโรคมะเร็ง

จำนวนคนดู 1436 คน | เผยแพร่เมื่อ 28 พ.ค. 2558 เวลา 18:14 น.

ธรรมชาติบำบัด กับการรักษาโรคมะเร็ง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในเรื่องของมะเร็งเสียใหม่ การที่ก้อนเนื้อร้ายเกิดขึ้นในปอด ตับ เต้านม มดลูก ลำไส้ ฯลฯ หาได้แปลว่า ปอด ตับ เต้านม มดลูก และลำไส้ อวัยวะหนึ่งอวัยวะใดเป็นโรค แต่ในความหมายของมะเร็ง ไม่ว่าก้อนมะเร็งจะเกิดขึ้นในที่ใดนั่นคือการเกิด “โรคทั้งตัว” ไม่เพียงแต่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งจะเสื่อม หรือถูกทำลายเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของร่างทั้งร่าง ผู้อ่านจะเข้าใจแนวคิดนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าจะบอกว่ามะเร็งในระยะท้ายสามารถแพร่กระจายไปทั้งตัว ถึงแม้จะตัดก้อนที่ลำไส้ออกแล้ว มันก็ยังคงลามไปตับหรือสมองได้ในภายหลัง เราต้องไม่มองว่าเป็นมะเร็งตรงไหนก็รักษาตรงนั้น เป็นก้อนอยู่ที่เต้านมก็รักษาแค่นั้นแล้วนอนใจ หากคิดเช่นนี้ก่อนแล้ว จะเกิดความล้มเหลวของการดูแลรักษาตนเองทันที โดยทั่วไปมักจะคิดว่าตัดก้อนนั้นออก ตามด้วยการใช้ยาเคมีเท่านั้นก็พอ แต่ในแง่มุมของเราการรักษาเช่นนั้นไม่เพียงพอ การรอคอยให้มะเร็งกลับเป็นขึ้นมาอีก โดยการไปตรวจร่างกายทุกเดือน ทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน ไม่ใช่การรักษาเชิงรุก หากเป็นการตั้งรับ ถ้าจะอ้างตำราพิชัยสงครามโอกาสแพ้จะมีสูงทีเดียว

นพ.แมกซ์ เกอร์สัน หมอชาวเยอรมันผู้มีประสบการณ์ในการใช้อาหารรักษาโรค เขาใช้อาหารควบคุมเบาหวานของ นพ.อัลเบิร์ต ชไวเชอร์ เจ้าของราลวังโนเบล จากกว่า 900 มก./ดล. เมื่อฉีดอินซูลินลงมาเป็นระดับน้ำตาลปกติ และยังคงระดับปกติไปตลอดชีวิต จนกระทั่ง อัลเบริร์ต ชไวเดอร์สดุดีว่าเกอร์สัน เป็น “หมอผู้ปราดเปรื่องที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์”

เกอร์สันย้ำเสมอว่า มะเร็งเป็นโรคเรื้อรัง เป็นความเสื่อมของร่างกาย และเป็นโรคที่เกี่ยวกับทั้งร่างกาย จากมุมมองนี้ทำให้หมอเกอร์สันมีวิธีรักษามะเร็งแตกต่างไปจากหมอทั่วไป นั่นคือแทนที่จะมองว่ามะเร็งเป็นก้อนเนื้อพิเศษและจัดการเฉพาะที่ก้อน เขากลับใช้วิธีดูแลทั้งร่างกายโดยอาศัยอาหาร

ปัจจุบันเกอร์สันเสียชีวิตไปแล้ว แต่สถาบันเกอร์สันกลายเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมากในการรักษามะเร็งด้วยอาหารด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี

มะเร็งไม่ว่าจะเกิดกับอวัยวะใดมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ก้อนมะเร็งเป็นกลุ่มเซลล์ที่แบ่งตัวของมันเองไปเรื่อย ๆ อยู่นอกเหนือความควบคุมของกลไกภายในร่างกาย ในกรณีปกติ แต่ละนาทีเซลล์ร่างกายจะแบ่งตัวประมาณ 10 ล้านเซลล์ เป็นแบ่งตัวเพื่อการเจริญเติบโตหรือเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ หรือเพื่อป้องกันความเสื่อมของร่างกายการแบ่งตัวดังกล่าวจะอยู่ใต้ความควบคุมของสารพันธุกรรมอย่างหนึ่งภายในเซลล์ แต่ในบางโอกาส การแบ่งเซลล์เกิดความผิดพลาด กลไกการควบคุมการแบ่งเซลล์เสียไป เซลล์แบ่งตัวซ้ำแล้วซ้ำอีกเกิดเป็นก้อนเนื้อใหม่ มันโตขึ้น แล้วก็แบ่งตัวให้โตขึ้นไปอีก

ที่จริงร่างกายของเรามีระบบตรวจสอบการแบ่งตัวของเซลล์เหมือนกัน เซลล์ใดก็ตามที่แบ่งตัว นอกเหนือการควบคุมตามปกติจะต้องถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว แต่มีบางโอกาสอีกเช่นกันที่ร่างกายไม่สามารถทำลายเซลล์แปลกปลอมทิ้ง มันจึงโตขึ้นเป็นก้อนเนื้อและเกิดปัญหามะเร็งที่เรากำลังพูดถึง

จากทฤษฎีของอนุมูลอิสระ อธิบายว่เมื่อใดก็ตามที่อนุมูลอิสระเข้าไปในร่างกายของเรามันจะไปแย่งเอาอิเล็คตรอนจากเซลล์ในร่างกายมาเข้าคู่กับตัวมันเพื่อให้เกิดความเสถียร ในขณะที่อนุมูลอิสระได้อิเล็คตรอนเป็นคู่ไปแล้ว เซลล์ร่างกายของเราก็จะขาดอิเล็คตรอนทำให้ต้องไปแย่งเอาอิเล็คตรอนมาจากเซลล์อื่น เกิดปฏิกิริยาไม่รู้จบที่เรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ อันเป็นปฏิกิริยาเดียวกับการเกิดระเบิดปรมาณู เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

เมื่อใดก็ตามที่เราได้รับอนุมูลอิสระเข้าไปในร่างกายมากเกินไป ไม่ว่าจะจากการกินหรือจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป และเผอิญมันเข้าไปแย่งอิเล็กตรอนจากเซลล์ในขณะที่เซลล์กำลังแบ่งตัว เรารู้ว่าในขณะที่เซลล์แบ่งตัวมันกำลังแบ่งสายดีเอ็นเอ หรือรหัสทางพันธุกรรม เซลล์ของใครของมันจะมีดีเอ็นเอแบบของตัวเอง ทำให้นายสุวรรณเป็นนายสุวรรณ นางแดงเป็นนางแดง นางแดงเป็นนายสุวรรณไม่ได้ก็เพราะรหัสในสายดีเอ็นเอไม่ใช่สุวรรณ เวลาเซลล์ของนายสุวสรรณแบ่งตัวก็ต้องได้เซลล์เป็นแบบนายสุวรรณ เซลล์ของนางแดงแบ่งตัวก็จะได้เซลล์ของนางแดงตามรหัสที่กำหนดไว้บนดีเอ็นเอ จึงจะถือเป็นเซลล์ปกติ

ที่นี้ถ้าอนุมูลอิสระเข้าไปรบกวนการแบ่งเซลล์มากเกินไป โอกาสที่มันจะเข้าไปแย่งอิเล็คตรอนจากสายดีเอ็นเอ ทำให้เกิดระเบิดปรมาณูลูกเล็ก ๆ ขึ้นตอนที่ดีเอ็นเอกำลังพิมพ์ตัวเองขึ้นมาใหม่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือรหัสของดีเอ็นเอเมื่อถูกระเบิดก็จะกระจัดกระจายแล้วรวมตัวกันใหม่ โอกาสที่มันจะเรียงตัวเป็นรหัสของนายสุวรรณหรือนางแดงเหมือนเดิมก็เสียไป ไม่แน่มันอาจจะออกมาเป็นนายวรรณสุ นายสุรรณร เป็นนางเงด หรือนางดแงได้ทั้งนั้น จะเห็นว่าในเมื่อมันกลายเป็นชื่ออะไรก็ไม่รู้ที่อ่านไม่ออก นายวรรณสุก็ไม่ใช่นายสุวรรณ นายสุวรณรก็ไม่ใช่นายสุวรรณ นางแงดหรือนางดแงก็ไม่ใช่นางแดงอีกต่อไป เซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเซลล์แปลกปลอมในร่างกาย หากเม็ดเลือดขาวของเรายังแข็งแรง กระปรี้กระเปร่าดีมันจะจับเซลล์ที่มีดีเอ็นเอ แบบนายสรรณสุหรือนายสุวรณรทิ้งเสียไม่เหลือเพ่นพ่านอยู่ในร่างกาย เซลล์ที่เป็นนางแงดหรือนางดแงก็จะถูกกำจัดทิ้งด้วยทำนองเดียวกันกับการใช้ระบบคิวซีในโรงงานทำรองเท้า ที่เครื่องจักรอาจจะปั๊มรองเท้าออกมาบิวเบี้ยว ไม่ได้มาตรฐานซึ่งส่งออกจำหน่ายไมได้

เม็ดเลือดขาวของเราในระบบภูมิต้านทานเปรียบดังทหาร ถ้ามันเก่งมันก็คงเป็นทหารจำพวกนาวิกโยธินที่ถูกฝึกมาพิเศษให้มีความสามารถมากกว่าพลทหารธรรมดา เม็ดเลือดขาวนาวิกโยธินจะทำลายเซลล์แปลกประหลาดทิ้งไม่ให้เกิดเป็นเนื้อมะเร็ง แต่ถ้าเมื่อใดเม็ดเลือดขาวมันขี้เกียจทำตัวเป็นทหารเลวโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะเล็ดลอดไปเติบโตในอวัยวะต่าง ๆ ก็มีมากกว่า

กล่าวโดยสรุป มะเร็งในมุมมองของธรรมชาติบำบัดเกิดขึ้นเพราะ

1.ได้รับอนุมูลอิสระเข้าไปในร่างกายมากเกินไป อนุมูลอิสระเข้าไปทำให้เกิดระเบิดปรมาณูในระดับเซลล์ในขณะที่มันกำลังแบ่งตัว เซลล์ลูกที่เกิดขึ้นจึงกลายพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิทยาศาสตร์เอาแมลงหวี่ไปยิงด้วยอิเล็คตรอนที่เขาเลือกแมลงหวี่เพราะมันอายุสั้นเพียง 8 ชั่วโมงก็ตาย การยิงด้วยอิเล็คตรอนคือ การเอาอนุมูลอิสระเข้าไปบอมบ์มัน เมื่อกรงแมลงหวี่อาบด้วยอนุมูลอิสระครบ 3 เดือนปรากฏว่าแมลงหวี่รุ่นสุดท้ายมีหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่มันเลย มันมีปีกกุด หนวด สั้น ก้นงอน ตาโปน กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่กลายพันธุ์ไปแล้ว สำหรับคนมีอายุยืนยาวกว่าแมลงหวี่ดังนั้นการกลายพันธุ์จึงยังไม่เกิดสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนจะว่าร้ายแรงน้อยกว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับแมลงหวี่ก็ได้ นั่นคือเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาก่อน และถูกธรรมชาติควบคุม โดยการเสียชีวิตก่อนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะทันได้กลายพันธุ์

คุณระวิเป็นโรคเรื้อนกวางเรื้อรังมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม หมอรักษาด้วยยาหลายขนานก็ได้ผลเพียงในช่วงแรก ๆ ของการรักษาแต่พอผิวหนังมันชินยาหมอก็ต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ ในที่สุดต้องใช้ยาตัวใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุปเพียงพอสำหรับผลข้างเคียงของการรักษา เมื่อคุณระวิอายุ 40 ปี โรคเรื้อนกวางก็ไม่หาย แต่สิ่งที่คุณระวิได้มาใหม่คือโรคมะเร็งของไต แน่นอนยาที่ใช้คืออนุมูลอิสระที่ไปบอมบ์ไตของคุณระวิ จนกลายเป็นเนื้องอกร้าย อย่างนี้เป็นต้น

2.ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว การที่เกิดก้อนเนื้องอกขึ้นมาได้แสดงว่าเล็ดเลืดขาวของเราประสบความล้มเหลวในการลาดตระเวณหาเซลล์แปลกปลอม หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจกำจัดเซลล์มะเร็งตั้งแต่มันยังเป็นเซลล์เซลล์เดียวหรือกลุ่มเซลล์เล็ก ๆ ทิ้งก่อนที่มันจะทันเติบโตขึ้นมาเป็นก้อน

ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว เนื่องมาจากพลทหารที่เรามีอยู่ไม่ได้รับการฝึกให้เป็นทหารที่มีคุณภาพ เช่น นาวิกโยธิน การติดอาวุธให้กับเม็ดเลือดขาว ต้องการวิตามินหลายตัวได้แก่วิตามินเอ และอีเป็นต้น มีรายงานจากโรงพยาบาลออกซ์ฟอร์ด-แรดคลิฟในอังกฤษ ในการทำงานวิจัยหาระดับวิตามินเอเบต้าแคโรทีนในจำนวนคน 16,000 คน ปรากฏว่าในจำนวนนี้มีอยู่ 86 รายทีมีระดับวิตามินเอต่ำ เมื่อติดตามคนพวกนี้ไปประมาณ 20 ปี ปรากกว่าทุกคนกลายเป็นมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ กันไป แสดงว่าวิตามินเอเบต้าแคโรทีนจำเป็นสำหรับภูมิต้านทาน

หากจะแปลออกมาเป็นภาษาชาวบ้าน ๆ ให้เข้าใจง่ายก็คือคนที่ไม่กินผักใบเขียว ผลไม้สีส้มสีแดง  เช่นตำลึง  คะน้า ผักบุ้ง กระถิน แครอท มะละกอ ฟักทอง ฯลฯ เป็นประจำ เจอผักเขี่ยออก สั่งก๋วยเตี๋ยวไม่งอกไม่ผักกิน นั่นแหละโอกาสที่จะเกิดมะเร็งมีสูง เพราะภูมิต้านทานไม่ดี

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่มาหาผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน ก่อนอื่นเราจะสัมภาษณ์ว่าในแต่ละวันกินอะไรบ้าง ผู้เขียนสามารถยืนยันได้ว่าทั้ง 100% นั่นแหละที่ไม่กินผัก ไม่กินผักก็เกิดมะเร็งได้ไม่น่าแปลกใจเลย

สำหรับวิตามินอีก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานต่อมะเร็งเช่นกัน ดังมีรายงานจากการเจาะเลือดหาระดับวิตามินอีในฟินแลนด์ 766 ราย ปรากฏว่า กลุ่มที่มีระดับวิตามินอีต่ำมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่มีระดับวิตามินอีปกติถึง 1.5 เท่า ผู้ทำการทดลองสรุปว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินอีสูงจะมีภูมิต้านทานต่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะ ดังนันหากใครกินข้าวกล้องซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินอีเป็นประจำก็จะไม่ค่อยเป็นมะเร็ง

ฉะนั้น คำตอบแรกของคนที่ถามตัวเองว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” ก็คือ ที่ผ่านมากินผักหรือเปล่า ถ้าคำตอบออกมาว่า “กิน” ก็คงกินน้อยเกินไปจนวิตามินเอในเลือดมีระดับต่ำ หรือไม่เช่นนั้ก็กินแต่พวกผักกาดขาว หัวไชเท้าซึ่งมีระดับวิตามินเอต่ำกว่ามาก ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ประเด็นที่สองของคำตอบก็คือ ที่ผ่านมาเคยกินข้าวกล้อง กินถั่ว ซึ่งแป็นแหล่งวิตามินอีบ้างไหม ถ้าไม่เคยกินมีระดับวิตามินอีในเลือดต่ำก็มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง

คำถามที่สามที่จะต้องถามตัวเองเพื่อหาคำตอบ คือ ที่ผ่านได้รับสารอนุมูลอิสระเข้าไปมากเกินไปหรือเปล่า เช่นสูบบุหรี่หรือไม่ เพราะควันบุหรี่ที่สูดเข้าไปเพียงเฮือกเดียวนะมีอนุมูลอิสระมากถึง 1014 ตัวนั่นแปลว่ามีอนุมูลอิสระเท่ากับเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีก 14 ตัว มากมายมหาศาลพอที่จะทำให้คนที่สูบบุหรี่มาตั้งแต่รุ่นหนุ่มเป็นมะเร็งของปอด หรือไมเช่นนั้นก็เป็นมะเร็งของตับอ่อนเมื่ออายุเข้าสู่วัยใกล้เกษียณ แล้วอนุมูลอิสระอย่างอื่น ๆ จากอาหารที่กินเข้าไปอีกละมีอะไรบ้าง

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง