Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > เซลล์มะเร็ง ยับยั้งการลุกลามและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

เซลล์มะเร็ง ยับยั้งการลุกลามและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

จำนวนคนดู 270 คน | เผยแพร่เมื่อ 28 พ.ค. 2558 เวลา 17:38 น.

เซลล์มะเร็ง นั้นเรารู้ว่าวิตามินซีขนาดสูง ๆ สามารถยับยั้งเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสของก้อนมะเร็งได้ การใช้วิตามินซีขนาด 10 – 10.5 กรัมต่อวันอาจทำให้ท้องเสีย ดังที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนมักจะเตือนลูกหลานว่าอย่ากินของเปรี้ยวมาก ๆ ท้องจะเสีย เมื่อได้รับวิตามินซีมาก ๆ การเคลื่อนไหวของลำไส้จะเพิ่มมากขึ้นและเกิดอาการท้องเสียดังกล่าว

อย่างไรก็ตามอาการท้องเสียจากการกินวิตามินซีมาก ๆ จะหายไปได้เองเมื่อหยุดยา จากประสบการณ์การใช้วิตามินซีในรายผู้ป่วยมะเร็งเราจะค่อย ๆ เพิ่มขนาดของยาทีละน้อยจนกระทั่งทนได้ ในระหว่างเพิ่มขนาดของยาถ้าเกิดอาการท้องเสียก็เพียงแต่หยุดยา แล้วกลับไปกินยาขนาดเดิม

สำหรับการรักษาด้วยวิตามินซี ในบางรายอาจใช้วิธีฉีดเพราะป้องกันอาการท้องเสียได้ แต่การฉีดไม่สะดวกเท่ากับการกิน เราพบว่าการใช้วิตามินซีแบบกินควรเลือกวิตามินซีชีวภาพเท่านั้น เพราะมันไม่ค่อยตกผลึกในทางเดินปัสสาวะ ในขณะที่วิตามินซีแบบสังเคราะห์จะตกผลึก ครูดผนังท่อทางเดินปัสสาวะทำให้ปัสสาวะแสบและปัสสาวะบ่อย

ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่าการกินวิตามินซีมากเกินไปอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้นั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่าหากร่างกายต้องการวิตามินซีปริมาณมาก มันก็จะใช้วิตามินซีที่กินเข้าไปหมดอย่างรวดเร็วไม่เหลือไปถึงทางเดินปัสสาวะ หากเป็นห่วงในเรื่องนี้เราสามารถตรวจสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของปัสสาวะได้ง่าย ๆ

ยังมีรายงานของจอห์น เบียร์ด นักเอมบริโอวิทยาแห่งมหาวิยาลัยเอดินเบอระในสกอตร์แลนด์ ปี 1890 เขาพบว่าเอนไซม์บางตัวของตับอ่อนที่ดูเหมือนว่ายับยั้งการเติบโตและลุกลามของก้อนเนื้อได้เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ความเป็นนักเอบริโอวิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องตัวอ่อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย ทำให้เบียร์ดสังเกตว่า รกของสัตว์ทุกชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกับก้อนมะเร็ง เพราะมันแทรกซึมเข้าไปในเนื้อมดลูกของแม่เป็นลักษณะของขาปูเช่นเดียวกับก้อนมะเร็ง แถมรกของตัวอ่อนยังโตเอา ๆ ในระยะแรก แต่รกของสัตว์ตัวลูกก็หยุดโตได้เองเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง เช่น ของช้างกินเวลา 300 วันรกจึงหยุดโต ของหนูกินเวลา 10 วัน และของคนกินเวลา 56 วัน แต่มีบางครั้ง (พบได้น้อย) เหมือนกันที่รกของลูกเติบโตไม่หยุดกลับแทรกตัวเขาไปในเนื้อมดลูกของแม่เรื่อย ๆ แถมแบ่งตัวได้เซลล์ประหลาด ๆ เป็นถุงลูกโป่งเล็ก ๆ อย่างในกรณีของโรคที่เราเรียกว่า “ท้องไข่ปลาอุก” ซึ่งเป็นมะเร็งของรกของตัวอ่อนชนิดหนึ่ง

เมื่อเบียร์ดเฝ้าสังเกตดูรกในระยะที่มันหยุดดตว่า จะสัมพันธ์กับอะไรได้บ้าง และอะไรที่ทำให้รกมันหยุดโตอยู่แค่นั้น ไม่แทรกซึมตัวมดลูกของแม่ไปมากกว่านั้น เบียร์ดเฝ้าศึกษาอยู่นาน 10 ปี แล้วก็ได้ข้อสังเกตว่าในวันที่ 300 ของการตั้งครรภ์ของช้าง ในวันที่ 10 ของหนู และในวันที่ 56 ของคนเราในระยะนั้นเองเป็นระยะที่ตับอ่อนเริ่มทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากที่ทำไมตับอ่อนต้องเสร้างเอนไซม์ขึ้นมาในระยะนี้ เพราะตัวอ่อนได้รับอาหารจากแม่แบบสำเร็จรูป มันไม่ต้องย่อยมันก็มีอาหารใช้ได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เอนไซม์จากตับอ่อนเลยสักนิด เบียร์ดจึงรายงานว่าเอนไซม์จากตับอ่อนสามารถหยุดยั้งการโตของรกของลูกได้ ซึ่งในปี 1904 เบียร์ดได้รายงานต่อสมาคมวิทยาศาสตร์เอดินเบอระ ว่าเอนไซม์จากตับอ่อนน่าจะสามารถยับยั้งการโตของก้อนมะเร็งได้เพราะรกและก้อนมะเร็งมีลักษณะเหมือนกันมาก

หลังจากรายงานของเบียร์ดมีรายงานเรื่องการใช้เอนไซม์จากตับอ่อนทั้งชนิดกินและฉีดว่ายับยั้งการโตของมะเร็งอย่างได้ผล ปัจจุบันนี้ทางซีกของ ดร.วิลเลียม เคลลี และ ดร.นิโคลัส กอนซาเลส นิยมใช้สารสกัดจากตับอ่อนรักษามะเร็ง

สำหรับเรื่องเอนไซม์จากตับอ่อนผู้เขียนไม่เคยใช้ เนื่องจากไม่มียาในบ้านเรา อย่างไรก็ดีการใช้เพียงวิตามีซีก็ได้ผลในการยังยั้งการลุกลามของมะเร็ง

อย่าลืมว่าวิตามินซีหรือเอนไซม์จากตับอ่อนไม่ใช่ยารักษา เพราะมันไม่ได้ไปฆ่าเชื้อมะเร็ง การใช้วิตามินซีและสารสกัดจากตับอ่อนต้องใช้เสริมเท่านั้น หลักของการรักษายังเป็นอาหารเพื่อลดขนาดของก้อนและการเสริมภูมิต้านทานเพื่อให้ร่างกายจัดการกับก้อนมะเร็งด้วยตัวมันเอง

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง