Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > อาหารรักษามะเร็ง อาหารเป็นพื้นฐานการรักษาสำหรับทุกโรค

อาหารรักษามะเร็ง อาหารเป็นพื้นฐานการรักษาสำหรับทุกโรค

จำนวนคนดู 286 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 14:33 น.

อาหารรักษามะเร็ง อาหารเป็นพื้นฐานการรักษาสำหรับทุกโรคฮิปโปเครตีส บิดาของการแพทย์มีหลักการรักษาโรคที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ถือว่าอาหารเป็นยา” ฮิปโปเครตีสย้ำว่าหมอควรจะสั่งอาหารเพื่อรักษาโรค ซึ่งก็น่าแปลกที่หมอในปัจจุบันนี้ผู้ถือว่าฮิปโปเครตีสเป็นบิดาแห่งวงการกลับให้ความสนใจเรื่องอาหารน้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะยึดเอายา มีด และรังสีเป็นสรณะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้รับคำแนะนำในเรื่องของอาหารไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไร รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย

ยังมีพาราเซลซัสปราชญ์ในสมัยเมื่อ 500 ปี ก่อนได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของอาหารและร่างกายคนเราว่า คนคืออณูในจักรวาล ดังนั้นร่างกายของคนจึงขึ้นอยู่ในกฏเกณพ์แห่งจัรวาล คนและธรรมชาติมีอิทธิพลต่อกันล้ำลึก ไม่ว่าน้ำ แสงแดด โลก การเคลื่อนไหวของดวงดาว อาหาร และผืนดิน ไม่ว่าสิ่งที่อยู่เหนือหรืออยู่ต่ำกว่าคนย่อมเป็นส่วนหนึ่งในตัวคน ร่างกายของคนขึ้นอยู่กับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ร่างกายจึงต้องการอาหารจากธรรมชาติเท่านั้น บางครั้งเราอาจจะได้รับสารพิษเข้าไปบ้าง แต่ธรรมชาติก็ให้นักเคมีที่เก่งกาจมาแยกพิษออกจากสารอาหาร อันได้แก่กระเพาะอาหาร ลำไส้และตับ ธรรมชาติยัง มีนักกวาดขยะที่เก่งฉกาจ ได้แก่ทวารหนัก ปอด ไต กระเพาะปัสสาวะและผิวหนัง เพื่อกำจัดสิ่งซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายออกไป

พาราเซลซัสยังกล่าวว่า “อาหารเป็นพื้นฐานการรักษาสำหรับทุกโรค” แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารจะเป็นยาโดยตัวของมันเอง หากอาหารจะเอื้อให้ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ฟื้นสภาพการเจ็บไข้ด้วยตัวเองพาราเซลซัสเป็นคนหนึ่งที่ใช้อาหารรักษาโรคหลายประเภท

เมื่อ 100 ปีก่อน ออตโต เวลเกอร์ ได้ตั้งทฤษฎีอาหารรักษามะเร็ง ว่าต้องใช้อาหารที่มีลักษณะคล้ายกันรักษาสิ่งซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกัน เช่นใช้ซุปจากปูรักษามะเร็ง (ซึ่งมีลักษณะการกระจายคล้ายปู cancer) รวมทั้งใช้ชาสมุนไพรกำจัดพิษ และใช้ผักหลากชนิดปริมาณมากด้วย

มีนักวิทยาศาสตร์ในสมัยทศวรรษที่ 40 – 50 หลายคนรายงานการใช้อาหารรักษาโรคมะเร็ง เช่น ดร.เฟเดอริค แอล. ฮอฟมานน์กล่าวว่าการกินจนล้นเกินจะทำให้เกิดมะเร็ง ดังนั้นการรักษาต้องแก้ที่จุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องงดเหล้า บุหรี่ ชากาแฟ นจอกจากนี้แล้วเคิร์ธ เสติร์น และโรเบิร์ต วิลเฮมระบุว่าการรักษาเนื้อร้ายเช่นมะเร็งต้องมี การจำกัดอาหารก้อนเนื้อจึงจะเล็กลงได้ นอกจากนี้ยังมีหมออีกเกือบ 30 คนในอเมริกา และยุโรปในสมัยนั้นซึ่งแมกซ์ เกอร์สันอ้างไว้ ล้วนเคยใช้อาหารรักษามะเร็งแล้วสังเกตว่าอาการของผู้ป่วยมะเร็งทุเลาลง ซึ่ง ดร.วิลเลียม เอช. โวกลอมสรุปไว้ว่า อาหารมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการรักษามะเร็ง แต่ที่ยังรักษาไม่หายในสมัยนั้นแสดงว่ายังใช้ความพยายามกันไม่พอ

ปัจจุบันทั้งในยุโรปและอเมริกามีสถาบัน ศูนย์และคลินิกที่รักษามะเร็งด้วยวีการควบคุมอาหาร เสริมพลังใจ พื้นสภาพภูมิต้านทานรวมทั้งการรักษาด้วยอาหารแนวแมคโครไบโอติกส์อยู่เกือบจะทั่วไป

การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวเป็นการรักษาทางเลือกของโรคมะเร็งอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากการรักษาในโรงพยาบาล หรืออาจจะใช้เสริมการรักษาจากการผ่าตัดเพื่อประกันว่ามะเร็งจะไม่กลับเป็นขึ้นมาอีกหรืออาจจะใช้สำหรับมะเร็งในระยะท้ายที่ทางโรงพยาบาลไม่มีอะไรจะให้อีกต่อไป

คงต้องย้ำอีกครั้งว่าการรักษาแนวนี้ผู้ป่วยมะเร็งจะต้องใช้ความพยายามของตัวเองสู้กับโรค หรือจะใช้คำว่า “สู้เพื่อชีวิต” ก็คงไม่ผิดและมีแต่ต้องใช้ความอดทนและใจสู้เท่านั้นจึงจะเอาชนะมะเร็งได้

อาหารรักษามะเร็ง



แมกซ์ เกอร์สัน นายแพทย์ผู้รักษามะเร็งด้วยอาหาร

แมกซ์ เกอร์สัน นายแพทย์ชาวยิวในเยอะรมัน ซึ่งต่อมาย้ายไปอยู่ในอเมริกาเป็นผู้หนึ่งที่ใช้อาหารรักษามะเร็งอย่างได้ผลมากว่า 30 ปี

เดิมที่เกอร์สันใช้อาหารรักษาวัณโรคในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนับว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงพอ ๆ กับมะเร็งเพราะใครเป็นแล้วไม่ค่อยรอด แต่เกอร์สันรักษาให้หายได้ด้วยอาหาร จากนั้นคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายก็แห่ไปหาเกอร์สัน ผู้ป่วยมะเร็งที่เกอร์สันรักษาเป็นรายแรกเป็นมะเร็งของท่อน้ำดี ลามไปที่ตับแล้ว 2 จุด มีอาการตัวเหลืองและไข้สูง อีกสองรายถัดมาเป็นมะเร็งของกระเพาะอาหารที่ลามไปต่อมน้ำเหลือง ทั้งสามรายได้รับการวินิจฉัยด้วยการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ แต่ว่ามะเร็งลุกลามไปไกลจนหมอผ่าตัดทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ผ่านไปสองปีหลังจากรักษาปรากฏว่ามีผู้ป่วยรายหนึ่งตกเขาไตแตกตาย จากการชันสูตรศพพบว่าไม่มีก้อนมะเร็งเหลืออยู่เลย

จากนั้นเกอร์สันได้รับเชิญให้ไปรักษามะเร็ง 6 รายที่เวียนนา แต่การรักษาไม่ประสบผลสำเร็จ เกอร์สันสรุปว่าเป็นเพราะฝ่ายโภชนาการของโรงพยาบาลไม่เข้มงวดกับอาหารพอ ที่สำคัญเกอร์สันไม่อาจจูงใจหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ครัวของโรงพยาบาลแห่งนั้นให้คล้อยตามเขาได้หมด จึงไม่ค่อยได้รับความร่วมมือนัก

ในปารีสเกอร์สันรักษามะเร็งหาย 3 รายใน 7 ราย ต่อมาเกอร์สัน หนีฮิตเลอร์ไปอยู่นิวยอร์ค และเริ่มใช้อาหารรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่นั่นเกอร์สันเริ่มมีชื่อเสียงในการบำบัดมะเร็งมากขึ้น ผู้ป่วยที่ไปรักษากับเกอร์สันกว่า 90% เป็นผู้ป่วยมะเร็งในระยะท้าย ซึ่งผ่านการรักษามาเกือบทุกวิธีแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เกอร์สันได้ปรับวิธีการรักษามะเร็งให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้น จากประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยในอเมริกา เขาสรุปว่ารายที่เขาสามารถรักษาให้กายขาดมีประมาณ 50% ซึ่งที่จริงตัวเลขน่าจะสูงกว่านี่หากได้รับความร่วมมือจากหมอประจำตัวผู้ป่วยมากกว่านี้ และได้รับความร่วมมือจากญาติพี่น้องของผู้ป่วยมากกว่านี้ ต้นเหตุของความล้มเหลวคือระยะเวลาการจำกัดอาหาร บางรายทำเพียง 2 เดือน พออาการดีขึ้นแทนที่จะจำกัดอาหารต่อกลับเลิกกลางคัน ดังนั้นตัวเลขในการรักษาระยะต้นของเกอร์สันจึงประสบผลสำเร็จดีมาก อีกประการหนึ่งเกอร์สันเองกล่าวว่า เมื่อจำกัดอาหารได้ 2 เดือนแล้ว แม้ว่าในระยะแรกอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นก็จริง แต่กลับมีอาการอะไรบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าระบบต่าง ๆ ในร่างกายไม่อาจถูกกระตุ้นให้ต่อสู้กับโรคมะเร็งจนหายได้ ในรายเช่นนี้ผลตอบสนองต่อการรักษาด้วยอาหารในระยะหลังจึงไม่ดีพอ และเกอร์สันตั้งข้อสังเกตไว้คืออาหารรักษามะเร็งจะแพงกว่าอาหารธรรมดาในชีวิตประจำวัน ดังนั้นคนในครอบครัวผู้ป่วยจึงมักจะไม่ให้ความร่วมมือในระยะหลัง หลังจากที่ใช้จ่ายไปมากแล้ว

อาหารส่วนใหญ่ที่เกอร์สันใช้เป็นผักและผลไม้ปลอดสารพิษเป็นส่วนใหญ่ เขาลองประมาณปริมาณพืชผักที่ใช้รักษามะเร็งจนกระทั่งหายเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก กล่าวคือในแต่ละปีจะใช้แครอทกว่า 800 กก. แอปเปิล 600 กก. กะหล่ำปลี 145 หัวใหญ่ ผักกาดหอม 360 กก. พริกหวาน 60 กก. ฯลฯ ที่ตัวเลขมากขนาดนี้เพราะมีผักส่วนหนึ่งเอามาปั่นเป็นน้ำผัก

ที่ยกตัวเลขมาอ้างก็เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าจะต้องใช้ผักมากขนาดไหนในการรักษามะเร็ง การจะอ้างว่ากินผักเหมือนกันแต่กินวันละใบสองใบนั้นย่อมไม่ใช่การรักษามะเร็งด้วยอาหารอย่างแน่นอน

เดิมที่เกอร์สันยังใช้น้ำปั่นจากตับลูกวัวสด ๆ ให้ดื่มด้วย แต่ต่อมาเขาก็เลิกใช้ด้วยเหตุผลสองประการคือ ประการแรกเขาถูกองค์การอาหารของอเมริกาสั่งห้ามเพราะเกรงว่าผู้ป่วยอาจจะติดเชื้อบิดและพยาธิจากการดื่มน้ำตับสด ๆ ประการที่สองเกอร์สันกล่าวว่าในระยะหลังวัวถูกเลี้ยงแบบผิดธรรมชาติมากไป มีการใช้ยามากขึ้น ใช้ฮอร์โมนและอาหารสำเร็จรูปร่วมด้วยทำให้เดสารเคมีตกค้างในตับ ตับวัวจึงให้ผลร้ายมากกว่าผลดี ทั้งผลทางการรักษาด้วยตับวัวคอกก็น้อยลงกว่าวัวที่เลี้ยงตามทุ่งหญ้าธรรมชาติ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง