Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินสุขภาพ

โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินสุขภาพ

จำนวนคนดู 1388 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 15:26 น.

โรคกระเพาะอาหาร สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมากในชีวิตประจำวัน คือการเอาอาหารใส่ปาก เคี้ยว และกลืนลงไป หลังจากนั้นก็ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของร่างกายที่จะต้องทำหน้าที่ต่างๆ ต่อไป

คนส่วนมากมักไม่ใส่ใจว่าร่างกายจะย่อยอาหารอย่างไร อาหารอะไรบ้างที่ย่อยง่ายหรือย่อยยาก รู้เพียงแต่ว่ากินให้อิ่มและอร่อยก็พอแล้ว แต่แท้ที่จริงการย่อยอาหารและการดูดซืมอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเรากินอาหารที่ดี แต่ร่ายการไม่ย่อยและไม่ดูดซึมก็ไม่มีผลอะไร เพราะเราไม่สามารถนำอาหารเหล่านั้นมาก่ให้เกิดประโยชน์ต่อร่ายการได้ และถ้าระบบย่อยอาหารไม่ดีก็จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และอาจมีอาการอื่นๆ แทรกซ้อนตามมาอีกด้วย เช่น ปวดท้องจุก เสียด แน่น ท้องเสีย ท้องผูก เป็นไข้ ผิวพรรณไม่สดใส

ดังนั้น เราควรใส่ใจระบบการทำงานในส่วนนี้ให้มากขึ้น ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตยุ่งยากเลยแม้แต่น้อย เพราะเราสามารถใช้วิธีธรรมชาติที่จะทำให้ระบบการย่อยอาหารมีประสิทธิภาพได้ โดยการเลือกประเภทอาหารที่จะกิน การออกกำลังกาย อาหารเสริม และสมุนไพร

การย่อยอาหารคืออะไร

เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหาร และทางเดินอาหารก็เกี่ยวข้องกับฟัน ปาก เหงือก คอหอย กระเพาะ อาหาร ลำใส้ใหญ่ และทวาร โดยอวัยวะทุกส่วนมีความสำคัญต่อการย่อยอาหารทั้งนั้น

เมื่อเราอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพของระบบการย่อยอาหารก็ลดลงเหมือนกับอวัยวะอื่นๆในร่างกาย และอาจะทำงานผิดปกติ ไม่ดีเหมือนก่อน จากที่เคยกินอาหารปกติแล้วย่อยได้สบาย อาจเกิดอาการอึดอัดไม่สบายท้อง ซึ่งนั้นเป็นเรื่องปกติของคนที่มีอายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ของระบบย่อยจะทำงานแย่ลง เช่น ประสิทธิภาพของฟันทำให้บดอาหารไม่ละเอียด เคี้ยวได้ไม่เหมือนเดิม กลืนลำบากกว่าเดิม อาหารในกระเพาะก็ถูกย่อยได้น้อยกว่าเดิม เนื่องจากน้ำย่อยไม่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม อาหารบางชนิดส่งผลต่อการย่อยอาหาร จำพวกโปรตีนและส่งผลต่อผนังลำใส้เล็ก ทำให้เกิดอาการแพ้และการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด กระบวนการย่อยไปรตีนที่ไม่สมบรูณ์ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแปรปรวน และนำไปสู่ความไม่สบายต่างๆ ได้ เช่น

โรคกระเพาะอาหาร


Heartburn คืออาการหนึ่งของร่างกายที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร มีอาการแสบหน้าอกเนื่องมาจากกรดในกระเพาะอาหารขึ้นมากัดททางเดินอาหารส่วนบน เป็นอาการทรมาณเรื้อรัง เพราะมีกรดในกระเพาะอาหารซึ่งเกิดจากการกินอาหารเร็วเกินไปโดยไม่เคี้ยวให้ละเอียด หรือกินอาหารเวลาเครียด หรืออาหารที่มีรสจัดเกินไป ทั้งเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เค็มจัด อีกทั้งเครื่องดื่มบางชนิดก็ทำให้เกิดอาการ Heartburn ได้ง่ายกว่าปกติ เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำตาล น้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำสัม น้ำมะเขือเทศ และอาหารรสเผ็ดจัด

บางคนที่ชอบพูดไปด้วยขณะกินอาหารทำให้ได้รับอากาศเข้าไปในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งนั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิด Heartburn เนื่องจากอากาศภายนอกมีอุณหภูมิต่างกับอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อเข้ามาในกระเพาะอาหารทำให้ร่างกายพยายามปรับสมดุลด้วยการผลิตกรดในกระเพาะอาหารออกมามากขึ้น

อาหารที่เป็นกรดหรือด่าง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด Heartburn ได้เช่นกัน เนื่องจากในภาวะปกติแล้ว กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรด เมื่ออาหารที่เป็นด่างเข้าไปมากก็ทำให้เกิดภาวะการเป้นกลางขึ้น ส่งผลให้การย่อยอาหารไม่ดีเท่าเดิม และส่งผลต่อการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ ทำให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ระบบได้ นอกจากนี้ยาบางชนิดมีฤทธิ์กัดกระเพาะจึงไม่ควรกินยาก่อนอาหารแต่คนบางกลุ่มนี้ยังละเลยที่จะปฏิบัติตาม ทำให้กระเพาะอาหารเสียหาย อาการ Heartburn คือมีความเจ็บแสบบริเวณหน้าอก บางครั้งทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นอาการของโรคหัวใจ แต่แทัที่จริงแล้วเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารนั้นเอง

แก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการเสียดท้อง อาหารไม่ย่อย เรอเหม็นเปรี้ยว หรือแม้แต่อาการผายลมบ่อยกว่าปกติซึ่งนำมาสู่ความอับอาย การมีแก๊สในกระเพาะอาหารมากเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น กลืนอากาศเข้าไปมาก เช่น ประเภทถั่ว ฝักที่แข็ง แม้อาหารที่มีใยอาหารสูงจะเป็นอาหารที่ดีและควรบริโภคอย่างยิ่ง แต่การบริโภคมากเกินไปส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารได้ เพราะในร่างกายของคนไม่มีตัวย่อยอาหารเหมือนพวกสัตว์กินหญ้า ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร จึงควรดูว่าเรากินได้แค่ใหน ถ้าไม่มีปัญหาก็สามารถกินได้มากแต่ถ้ากินแล้วเกิดแก๊สมากก็ให้ลดหรือเปลี่ยนเป็นผักต้มสุกหรือทำให้นิ่มแทน

นอกจากนี้สารอาหารบางชนิดสามารถช่วยลดการเกิดแก๊สได้ เช่น โยเกิร์ตเพราะในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่ดีชื่อ แล็กโตบาซิลลัส (Lacto Bacillus Helveticus) ซึ่งช่วยย่อยสลายและลดการเกิดแก๊ส แม้แต่ในน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูหม้อจากแอ๊ปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) ก็สามารถช่วยได้ดี หรือการเดินหลังจากกินอาหารใหม่ๆ ก็ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานดีขึ้นและลดการเกิดแก๊สได้เช่นกัน

อาการท้องผูก เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเสียสมดุล เพราะเมื่อร่างกายได้รับอาหารเข้าไปใหม่ แต่ของเก่าไม่ยอมออกมาหรือเนื่องจากมีความผิดปกติของการเคลื่อนไหวลำไล้ หลังจาก 3 วันหรือมากกว่านั้น อุจจาระจะมีลักษณะแห้ง แข็ง ทำให้ถ่ายยาก สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผุก เช่น ดื่มน้ำน้อย กินอาหารที่มีเส้นลำใย (ผัก ผลไม้) น้อย ยาบางชนิดจำพวกยาแก้ไอต่างๆ ก็ทำให้ทอ้งผุกได้ หรือความเครียด ซึ่งการปล่อยให้ท้องผูกเป็นประจำทำให้ร่างกายสะสมสารพิษไว้มากขึ้น ส่งผลให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายผิดปกติ ทั้งตับ ไต สมอง หัวใจ และอาจก่อให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารด้วย

ฉะนั้นควรกินอาหารที่มีเส้นใยประมาณ 25-35 กรัมทุกวัน และดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวันเพราะหลังจากร่างกายได้รับใยอาหารแล้วก็ต้องการน้ำในการลำเลียง

ในการย่อยอาหารนั้น ร่างกายต้องการเอนไซม์มาช่วยย่อย ซึ่งหากอาหารต่างประเภทก็ต้องการเอนไซม์ต่างกัน อาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนที่ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ ซึ่งมีอย่ในอาหารสดที่ยังไม่ผ่านการผลิต และถูกทำลายง่ายด้วยความร้อน คือมักถูกทำลายไปในขั้นตอนการทำอาหาร ซึ่งในผัก ผลไม้สด ร่างกายจะได้รับเอนไซม์เข้าไปเพื่อช่วยให้การย่อยอาหารทำได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ร่างกายต้องใช้พลังงานในกาาย่อยอาหารซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงรู้สึกเหนื่อยหลังกินอาหารมื้อหนักเข้าไป

สมุนไพร...ผู้ช่วยทางเดินอาหาร

หากอยากให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขี้น พืชสมุนไพรธรรมดาพื้นๆที่เรารู้จักตุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนี่แหละที่จะช่วยได้

พืชจำพวกผักชี หรือยี่หร่า โดยกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร พืชตระกูลนี้มีสารที่ชื่อว่า Anethole ซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร

พืชตระกูลมินต์ ช่วยให้การทำงานของเอนไซม์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขิง ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง เพราะในขิงมีสารชึ่งเหมือนกันกับเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร

มะละกอ มีสารปาเปน (Papain) ช่วยยอยโปรตีนและแป้ง

พริก ช่วยผลิตน้ำลาย ซึ่งช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้

อาหารกับระบบทางเดินอาหาร

สารอาหารจำเพาะชนิดที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารในทางที่ดี เช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินบีรวม ช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และวิตามินซียังช่วยลดการเกิดนิ่วได้อีกด้วย
วิตามินเอ ช่วยเคลือบและปกป้องกระเพาะอาหารจากกรดในกระเพาะอาหาร
น้ำว่านหางจรเข้ ใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โดยควรดื่มน้ำว่านหางจระเข้ในปริมาณน้อยๆสำหรับเริ่มต้นดื่ม และดื่มหลังอาหารมื้อเย็น
เลซิติน ได้จากถั่วเหลือง ช่วยย่อยไขมัน

เมื่อระบบทางเดินอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นั้นหมายถึงการทำงานของระบบต่างๆ ในร่ายกายก็จะดีตามไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลและถนอมระบบทางเดินอาหารของเราให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง