Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > อนุมูลอิสระ วิตามินต้านอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ วิตามินต้านอนุมูลอิสระ

จำนวนคนดู 947 คน | เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ค. 2558 เวลา 11:44 น.

อนุมูลอิสระ วิตามินต้านอนุมูลอิสระ เรารู้มานานแล้วว่าวิตามินเอ – เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี รวมทั้งเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระและโคแฟกเตอร์อย่างเซเลเนียม สามารถป้องกันเซลล์ร่างกายจากอนุมูลอิสระที่จะทำอันตรายต่อดีเอ็นเอ ใครก็ตามที่กินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง วิตามินซี และวิตามินอีสูง คือกินข้าวกล้อง กินผักสดผลไม้สดปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำก็จะไม่เป็นมะเร็ง แต่สำหรับคนที่เป็นแล้ว วิตามินต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้มีบทบาทในการรักษาอย่างไร

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจเรื่องของระบบภูมิต้านทาน โดยเฉพาะในเรื่องของเซลล์ลิมฟ์โฟชัยก่อน ลิมฟ์โฟชัยเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่เป็นทหารของกองทัพแห่งภูมิต้านทาน ซึ่งมีความสำคัญที่สุด ในกระบวนการรักษาความปลอดภัยให้ร่างกาย

อนุมูลอิสระ

เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมฟ์โฟชัยมีมากในต่อมไทมัส ม้ามและในต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาวชนิดนี้อยู่ 3 ชนิด คือ ทีเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทั้งหมด บีเซลล์ เอาไว้สร้างแอนติบอดี้สำหรับลำลายเชื้อโรค และเซลล์นักฆ่าซึ่งจะรับหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมคือเซลล์มะเร็งและไวรัสทิ้ง เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายไม่ใช่เซลล์ลิมฟ์โฟชัยทั้งหมด แต่ลิมฟ์โฟชัยจะมีเพียง 18 – 45% เท่านั้น

ตัวทีของทีเซลล์ย่อมมาจากไทมีส หรือต่อมไทมัส ทีเซลล์มีหลายชนิด และมีอยู่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไซโตทอกซิก มันจะทำหน้าที่ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ส่วนเซลล์นักฆ่ามักจะทำหน้าที่แบบหน่วยสืบราชการลับ และทำหน้าที่กวาดล้างเซลล์ผู้ร้ายที่เป็นมะเร็งทิ้งก่อนที่มีนจะทันทำอันตรายเรา

คาโรลีน วีทเทอร์สรุปเอาไว้ว่ามีรายงานการศึกษามากมายที่มีการให้ผู้ป่วยกินเบต้าแคโรทีน แล้วพบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมฟ์โฟชัย โดยเฉพาะที่เซลล์เพิ่มมากขึ้น วีทเทอร์จึงให้ผู้ป่วยของเธอกินเบต้าแคโรทีน 180 มก. ต่อวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ปรากฎว่าทีเซลล์เพิ่มมากแสดงว่าระบบภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าเซลล์นักฆ่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งเพิ่มมากขึ้นด้วย

สรุปการศึกษาเกี่ยวกับสารเบต้าแคโรทีนเกี่ยวกับภูมิต้านทานนั้น พอสรุปได้ว่ามีความสามารถดังนี้

1. ป้องกันเม็ดเลือดขาวจากต่อมไทมัสไม่ให้ลดลงเวลาเราเครียด

2.เพิ่มจำนวนทีเซลล์ ส่งเสริมการแบ่งตัวของเม็ดเลือดขาวทั้งทีเซลล์และบีเซลล์ และเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์นักฆ่าเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลอง

3. ทำให้ก้อนมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัสมีขนาดเล็กลง

เราจึงใช้วิตามินเอเบต้าแคโรทีนในการรักษามะเร็ง ทั้งเป็นวิตามินเม็ด และทั้งส่งเสริมให้กินผักใบเขียวจัด ๆ ฟักทอง แครอท มะละกอ แคนตาลูป เพื่อให้ได้สารเบต้าแคโรทีนเป็นปริมาณมากเอาไว้ ติดอาวุธให้กับเซลล์เม็ดเลือดขาว และคงต้องย้ำในที่นี้ว่าวิตามินเอที่ทำหน้าที่ปราบมะเร็งนั้นเป็นวิตามินเอที่ได้จากพืชคือเบต้าแคโรทีนเท่านั้น ส่วนวิตามินเอจากสัตว์พวกเนื้อ นม ไข่นั้นไม่ได้มีผลเสริมภูมิต้านทานแต่อย่างใด

ส่วนวิตามินซีนั้นมีรายงานมาตั้งแต่ปี 1940 ว่าคนที่เป็นมะเร็งมักจะมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ และแกรี่ นัลอ้างว่าหากคนกลุ่มนี้เป็นมะเร็งได้รับวิตามินซีวันละ 2,000 – 5,000 มิลลิกรัมต่อวัน ระดับวิตามินซีในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น และภูมิต้านทานจะกระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับวิตามินซีมีมากในผลไม้จำพวกส้ม มีในผักสดทุกชนิดเน้นที่ความสด เพราะถ้าเอาผักผ่านไฟ วิตามินซีจะสลายไปหมด การรักษามะเร็งด้วยอาหารจึงเน้นที่การกินผักสดผลไม้สดเป็นหลัก

สำหรับวิตามินอีมีงานวิจัยจากฟินน์แลนด์ที่พบว่าระดับวิตามินอีกับการเกิดมะเร็งมีความสัมพันธ์กัน จากการศึกษาในผู้ใหญ่จำนวน 766 คน พบว่ากลุ่มคนที่มีระดับวิตามินอีในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงจะเกิดมะเร็งมากกว่าคนที่มีระดับวิตามินอีสูงถึง 1.5 เท่า ทั้งนี้สำหรับการเสริมภูมิต้านทานนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าวิตามินอีจะเสริมการทำงานของวิตามินเอเบต้าแคโรทีนในการเสริมภูมิต้านทานมากกว่าที่ตัวของมันเองจะมีผลต่อภูมิต้านทานโดยตรง

วิตามินอีมีมากในวีทเจิร์ม รำข้าว ข้าวกล้อง ขนมปังโฮส์วีท ข้าวโพด ผักโขม เป็นต้น

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง