Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > การออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

การออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

จำนวนคนดู 2605 คน | เผยแพร่เมื่อ 20 พ.ค. 2558 เวลา 16:50 น.

การออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ถึงตรงนี้คุณอาจจะตกใจที่ผู้เขียนบอกว่าต้องออกกำลังกาย เพราะส่วนมากผู้ป่วยมะเร็งมักจะกระปลกกระเปลี้ย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะแบบนี้จะเอาแรงที่ไหนไปออกกำลังกาย

แต่ลองฟังเหตุผลข้างใต้นี้ก่อน

การออกกำลังกายมี 2 แบบ แบบหนึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบอะแนโรบิก (anaerobic) อีกแบบหนึ่งเป็นแบบแอโรบิก (aerobic)

การออกกำลังกายแบบอะแนโรบิกเป็นการออกกำลังกายที่จะหนักก็ได้เบาก็ได้ ถ้าเกิดอาการเมื่อยล้าแล้วก็หยุด เช่นการทำงานบ้าน การแบกกระสอบข้าว การขุดดิน เพราะงานเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องทำต่อเนื่อง ถ้าเราเหนื่อยเมื่อใดเราก็พักเอาแรงเสียหน่อยน การออกกำลังกายแบบนี้กล้ามเนื้อใช้พลังงานที่มันเก้บเอาไว้ในตัวมันเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ไม่ต้องอาศัยออกซิจเน เกิดพลังงานให้กล้ามเนื้อใช้ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วได้สารเสียเป็นกรดแลกติก เมื่อกรดแลกติกคั่งอยู่ในกล้ามเนื้อมากเราจะรู้สึกเมื่อยล้า อ่อนเพลียหนักขึ้น เช่นเดียวกับแม่บ้านที่ก้ม ๆ เงย ๆ ทำงานบ้านทั้งวัน เช่นเดียวกับชาวนาที่ออกแรงไถคราดมาทั้งวัน หรือกรรมกรแบกหามที่ต้องอาศัยยาแก้ปวด บรรเทาอาการปวดเมื่อยดังกล่าว การออกกำลังกายแบบนี้มีผลต่อเฉพาะกล้ามเนื้อที่ออกแรงเท่านั้นหาได้มีผลต่อทั่วร่างกายแบบที่เราต้องการให้เกิดกับคนเป็นมะเร็งไม่

ส่วนการออกออกกำลังกายแบบที่สองคือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงสม่ำเสมอและใช้เวลานานมากพอจนกระทั่งอาหารที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อถูกใช้ไปหมด ซึ่งส่วนมากต้องใช้เวลานานกว่า 15 นาทีขึ้นไป เมื่ออาหารในกล้ามเนื้อหมด หัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปั๊มเลือด และอาหารส่งไปให้กล้ามเนื้อ ปอดก็ต้องทำงานมากขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปให้กล้ามเนื้อใช้ กล้ามเนื้อท่ายังคงออกแรงต่อเนื่องไปไม่หยุดจะได้ใช้อาหารและออกซิเจนที่เลือดนำไปให้ใหม่ เกิดเป็นพลังงานจำนวนมาก และมีสารเสียที่เกิดขึ้นแตกต่างจากการออกกำลังกายแบบอะแนโรบิกกล่าวคือได้คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะส่งกลับคืนให้ปอดเพื่อขับออกนอกร่างกาย ส่วนความร้อนที่เกิดขึ้นก็ระบายออกทางเหงื่อ

การออกกำลังกายแบบนี้ได้ผลดีทั่วทั้งร่างกาย หัวใจ ปอด หลอดเลือด ผิวหนังมีการทำงานที่เพิ่มขึ้น ในระยะของแอโรบิกกล้ามเนื้อจะมีเลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น 8 เท่า มีเลือดไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น 4 เท่า และเลือดไหลเวียนไปที่ผวิหนัง 3 เท่า อวัยวะดังกล่าวจึงแข็งแรงขึ้น

การออกกำลังกายแบบต่อเนื่องแอโรบิกยังทำให้เกิดการหลังของฮอร์โมนแอนดอร์ฟีน ซึ่งเป็นสื่อนำประสาทอย่างหนึ่งมีลักษณะคล้ายมอร์ฟีนทำให้รู้สึกสดชื่น ลดอาการไม่สบายเนื้อตัว ลดอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ที่มีอยู่ได้ชะงัดกว่ายาแก้ปวดใด ๆ รวมทั้งทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น เม็ดเลือดขาว ทำงานเก่งขึ้นด้วย

ผลของการออกกำลังกายประการหลังนี้ต่างหากที่เราต้องการ ในระยะยาวเมื่ออาการของผู้ป่วยมะเร็งกระเตื้องขึ้นแล้ว จะสามารถออกกำลังกายแบบแอโรบิกได้ เป็นการเสริม ภูมิต้านทาน ให้ร่างกายเอาชนะเซลล์มะเร็งได้อย่างหมดจดในที่สุด

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นการทำอะไรที่ต่อเนื่องซ้ำ ๆ เช่นการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก อะไรก็ได้ที่ชอบ แต่อย่าลืมว่าต้องทำนานกว่า 15 นาที เช่น 20 25 หรือ 30 นาที ก็เท่ากับอยู่ในระยะแอโรบิก 15 นาที อย่างนี้เป็นต้น

ที่นี้จะเดินเร็วเดินช้า วิ่งเร็ววิ่งช้าแค่ไหนจึงจะได้ผลทำให้ ภูมิต้านทาน เพิ่มมากขึ้น

จากการศึกษาพบว่าหากออกกำลังกายได้ 60% ของความสามารถสูงสุดของการเต้นของหัวใจ (Maximum heart rate) ภูมิต้านทาน จะเพิ่มสูงสุดเช่นกัน

ความสามารถสูงสุดของหัวใจในคนที่แต่ละอายุแตกต่างกันซึ่งมีสูตรคำนวณดังนี้

ความสามารถสูงสุดของหัวใจ (Maximum heart rate)= 220 – อายุ

ดังนั้น 60% ของความสามารถสูงสุดจะ = (220 – อายุ) x 60%

การออกกำลังกายก็คือออกแรงให้ชีพจรเต้นเร็วเท่ากับตัวเลขของ 60% ของความสามารถสูงสุดของหัวใจตามที่คำนวณได้ ดังนั้นคนอายุ 50 ปี จะต้องออกกำลังให้หัวใจเต้นเท่ากับ (220 – 50) x 60% หรือเท่ากับ 102 แสดงว่าต้องเดินเร็วให้ชีพจรเต้นประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ไม่ควรเร็วกว่านี้เพราะจะหนักเกินไป แต่ถ้าน้อยกว่านี้ก็จะไม่ได้ ภูมิต้านทาน สูงสุดตามที่ต้องการ

 

 
ตารางการเต้นของหัวใจเท่ากับ 60%
ของความสามารถสูงสุดของหัวใจ





อายุ (ปี)


ชีพจร (ครั้ง/นาที)




80


84




70


90




60


96




50


102




40


108




30


114




20


120




การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยจะค่อนข้างลำบาก เพราะต้องค่อย ๆเริ่ม กล่าวคือ เริ่มด้วยการเดินครั้งละ 5 นาที แล้วเพิ่มเป็น 7 นาที 10 นาที จากเดินช้าไปสู่การเดินเร็ว โดยทั่วไปคนที่ไม่เคยออกกำลังกายออกแรงนิดเดียวชีพจรก็จะขึ้นไปสูง แต่พอชิน ๆ ไป ชีพจรจะจ่อย ๆ ลดลงเองและเพิ่มงานได้

อนึ่งคนที่เป็นโรคหัวใจ ความดันเลือดสูง หรือมีอายุมากอยู่แล้ว ควรมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬาควบคุมการออกกำลังกาย เพื่อที่ได้ไม่เกิดผลแทรกซ้อนอย่างอื่น

ด้วยประสบการณ์ผู้ชายอายุ 82 ปี เป็นโรคความดันสูง ไม่เคยออกกำลังมาก่อนเลย เมื่อค่อย ๆ เพิ่มเวลาให้ก็สามารถออกกำลังกายได้ถึง 60% ของความสามารถสูงสุดของหัวใจได้นานถึง 20 นาทีภายใน 1 ปี ผู้หญิงอายุ 75 ปี ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจมาแล้ว สามารถเดินออกกำลังกายได้ 60% ของความสามารถสูงสุดได้นานถึง 25 นาที ทั้งหมดนี้อยู่ที่การฝึกฝนและความพยายามของเจ้าตัวทั้งสิ้น

จากประสบการร์รักษามะเร็งระยะที่ 4 ของคุณเรือง อายุ 42 ปี ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน เริ่มแรกเราให้เดิน 5 นาที แล้วพัก และปั่นจักรยานเบา ๆ อีก 5 นาที ในระยะแรก แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาเป็นเดินเร็ว 10 นาที พัก แล้วปั่นจักรยานอีก 10 นาที ค่อย ๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ ภายใน 3 เดือนคุณเรืองก็สามารถเดินเร็วได้ 3. นาที และปั่นจักรยานได้ 30 นาทีเช่นกัน ด้วยวิธีการเช่นนี้คุณเรืองจะอยู่ในระยะแอโรบิก 2 ช่วง ช่วงละ 15 นาที ซึ่งเพียงพอต่อการได้ภูมิต้านทานสูงสุด

ลองสังเกตซิว่าคนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำมักจะไม่ค่อยเจ็บป่วย ยิ่งหากระวังเรื่องอาหารด้วยแล้ว เขาจะไม่เจ็บป่วยตลอดทั้งปี นั่นแสดงว่าภูมิต้านทานของเขาดีเยี่ยม และนั่นแหละเป็นสิ่งซึ่งเราต้องการให้ผู้ป่วยมะเร็งของเรามีภูมิต้านทานเช่นนั้นบ้าง

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง