Thailand Web Stat Truehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > สมาธิ สร้างกำลังใจ

สมาธิ สร้างกำลังใจ

จำนวนคนดู 210 คน | เผยแพร่เมื่อ 20 พ.ค. 2558 เวลา 16:38 น.

สมาธิ ปัจจุบันวงการแพทย์ทางซีกตะวันตกกำลังหันมาสนใจการสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังรวมทั้งมะเร็งด้วย มีรายงานเกี่ยวกับการหายจากโรคมะเร็งด้วยใจสู้จาก ดร.เบอร์นี เอส. ซีเกล มากมาย

ซีเกลเป็นหมอผ่าตัดและผ่าตัดคนไข้มะเร็งหลายราย สาหตุที่ทำให้ซีเกลสนใจเรื่องกำลังใจทำให้หายโรคมะร็งก็เพราะหลังจากที่เขาบอกผู้ป่วยมะเร็งคนหนึ่งที่เขาผ่าตัดว่าให้ขายกิจการแล้วไปเที่ยวให้สบายใจรอบโลกเพราะเขาจะอยู่ได้อีกเพียง 6 เดือน คนไข้เชื่อหมอแต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปเป็นปีแต่ยังไม่ตาย ที่นี้คนไข้ก็มาต่อว่าหมอละซิว่าเขายังไม่ตายแต่จะเอาอะไรกิน มีเรื่องทำนองนี้มากมาย มีคนไข้มะเร็งหลายรายหายได้ และมีคนไข้มะเร็งอีกหลายรายตาย อะไรคือข้อแตกต่าง

ซีเกลกลับมาวิเคราะห์ปัญหาที่ว่าอะไรทำให้ผู้ป่วยมะเร็งรอดชีวิต อะไรที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตาย แล้วเขาก็พบคำตอบ

ซีเกลสรุปว่า หากเรารักตนเองจิตใจของเราจะกำหนดพฤติกรรมทุกอย่างไม่ว่าการกินการอยู่ เอื้อให้สุขภาพแข็งแรงเป็นผลตอบแทน คำสั่งในจิตใต้สำนึกของเราเอง นี่เป็นสภาพในยามปกติ

แต่ผู้ป่วยมะเร็งต่างออกไป แม้ว่าคุณจะบอกตัวเองว่าคุณรักตัวเอง แต่จิตใจใช่จะคล้องตามเจตนารมณ์ของเจ้าตัวเสมอไป หากแปรปรวน ปั่นป่วนไปตามสภาพร่างกายอย่างเป็นอัตโนมัติ เมื่อใดที่ร่างกายสบายจิตใจของเราอาจจะเข้มแข็ง แต่เมื่อใดร่างกายของเราถูกโรคร้ายคุกคาม จิตใจของเราก็ท้อแท้ห่อเหี่ยว จริงอยู่เรารักตัวเองกันทุกคน แต่กลไลของจิตใจมีสองคำสั่ง คำสั่งแรกคือสั่งให้ “มีชีวิต” ส่วนอีกคำสั่งหนึ่ง คือ “ความตาย” บางครั้งกลไกของคำสั่งให้ “มีชีวิต” ก็ชัดเจนกว่า เช่น กรณีที่เรามีความสุข เบิกบาน และมีกำลังใจที่จะสู้โรค เช่นเป็นไข้หวัด มีไข้สูง แม้ว่านอนซมลุกไม่ขึ้น อาเจียน ปวดศีรษะมาก แต่เพราะจิตสำนึกรู้ว่านี่เป็นโรคเพียงชั่วคราวเดี๋ยวก็หายเอง ตอนนี้กลไกของคำสั่ง “มีชีวิต” ก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างชัดเจน นี่ยอมขึ้นอยู่กับกำลังใจในช่วงนั้น แต่ถ้าเราเป็นไข้มีอาการอย่างเดียวกัน แต่เป็นมาเป็นเดือนไข้ไม่ยอมลด หมอมาเจาะโน่น ตรวจนี่ สั่งเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ก็ไม่พบอะไร แล้วหมอ ๆ ก็ซุบซิบให้เป็นนัย ๆ ว่าคุณอาจจะเป็นมะเร็งของเม็ดเลือด เผอิญคุณมีเพื่อนที่เคยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่มีอาการไข้สูงเช่นเดียวกับคุณ แล้ววันที่หมอวินิจฉัยได้ เพื่อนคุณก็ทรุดลง ๆ จนเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียง 5 วัน ในกรณีเช่นนี้ คำสั่งของจิตใจของคุณจะมีคำสั่งสองอย่างสลับกันเข้ามาเสมอ คำสั่งมีชีวิตก็มี คำสั่งของความตายก็มี แล้วแต่ว่าในเวลานั้นคุณมีกำลังใจจะสู้กับโรคแค่ไหน

ในอีกกรณีหนึ่งคุณกลัวการเป็นมะเร็งแทบตาย พอรู้ตัวว่าเป็นเท่านั้นแหละก็เข่าอ่อน กินอะไรไม่ลง นอนไม่หลับ ห่วงลูกก็ห่วง งานก็ห่วง เครียดไปหมด แบบนี้กลไกแห่งความตายมันก็จะเริ่มออกฤทธิ์ เริ่มด้วยการยังยั้งภูมิต้านทาน ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง ต่อมาก็ยับยั้งการทำงานของอวัยวะภายในทั้งหมด ตับ ไต หัวใจจะเสื่อมลงอย่างรดวเร็ว และในที่สุดก็พร้อมใจกันหยุดทำงาน เมื่อนั้นเจ้าตัวก็หนีไม่พ้นความตาย

เป็นดังนี้ซีเกลให้คำอธิบายว่าเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายล้วนถูกควบคุมโดยฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อซึ่งถูกควบคุมโดยต่อมใต้สมองอีกทอดหนึ่ง ในทางกลับกันต่อใต้สมองถูกควบคุมโดยสมอง ส่วนไฮโปทาลามัสที่ถูกกระทบโดยอารมณ์ ความนึกคิด ความรู้สึกซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ

ระบบภูมิต้านทานก็เช่นเดียวกัน คงจำได้ว่าบีเซลล์ ทีเซลล์และเซลล์นักฆ่าที่เราพูดถึงกันมาก่อนอยู่ในต่อมไทมัส ม้าม และต่อมน้ำเหลือง งานวิจัยในระยะหลังพบว่ามีประสาทเชื่อต่อมไทมัส ม้าม เข้ากับสมองส่วนไฮโปทาลามัสโดยตรง และพบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาว สามารถมีปฏิกริริยาตอบสนองต่อสารเคมีสื่อนำประสาทที่มาจากสมองด้วย

มีการทดลองที่ยืนยันว่าสัญญาณจากสมองมีผลต่อภูมิต้านทานในหนูดังนี้ โรเบิร์ต เอเดอร์ จิตแพทย์และนิโคลาส โคเฮน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิคุ้มกันได้ให้ยาลดภูมิต้านทาน และสารละลายน้ำตาลเทียมให้หนูกิน แสดงว่าเมื่อหนูได้รสน้ำตาลเทียมที่ไร้ภูมิต้านทานจะลดลงทุกที ต่อมาให้หนูกินน้ำตาลเทียมเปล่า ๆ ที่ไม่มียาลดภูมิต้านทาน ปรากฏว่าจากความเคยชินเดิม เมื่อหนูได้รสน้ำตาลเทียมสมองก็จะสั่งให้ภูมิต้านทานของหนูลดลงได้เองโดยไม่ต้องอาศัยยา ดร.โนเวรา เฮร์เบิร์ตก็สั่งให้หนูเพิ่มภูมิต้านทาน ได้เพียงแต่ให้มันได้กลิ่นกำมะถัน

สมาธิ



จะเห็นว่ามีเงื่อนไขภายนอกที่สามารถสั่งภูมิต้านทาน เพิ่มและลดได้อย่างน่าสนใจ

มาดูในคนบ้าง ฮันส์ เซลีรายงานไว้ตั้งแต่ปี 1936 ว่าความเครียดทำให้ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตหลั่งออกมามาก ดังนั้นในยามตื่นเต้นตกใจ ร่างกายของเราจะมี ฮอร์โมนอะดรีนาลินสูง ฮอร์โมนนี้สามารถกดภูมิต้านทาน เรื่องนี้เราเข้าใจได้ง่ายมาก เด็กนักเรียนเวลาสอบมักจะเครียด ดังนั้นเวลาสอบเด็กจะมีสถิติป่วยค่อนข้างสูง งานวิจัยในระยะหลังยังพบอีกว่าอารมณ์ซึมเศร้า ผิดหวัง เสียใจ ความเก็บกด ความโกรธ ล้วนมีผลทำให้ฮอร์โมนต่อมหมวกไตหลั่งมากขึ้น และภูมิต้านทานก็จะลดลง

มีบ่อยไปที่คนเป็นมะเร็งหลังจากลูกตาย หลังจากสามีตาย หรือ หลังจากสามีนอกใจไปมีเมียน้อย เมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านั้นปล่อยใจให้จมอยู่กับความเศร้า ความเก็บกด ร่างกายก็จะรับแต่สัญญาณแห่งความตายจากจิตใจ ภูมิต้านทานลดลง มะเร็งก็จะเกิดขึ้นได้ เรารู้แล้วว่าเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในร่างกายของเราได้ตลอดเวลา ในคนปกติก็มีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในกระแสเลือด แต่ที่เรายังไม่เป็นมะเร็งเพราะเซลล์เม็ดเลือดขาวของเรายังเก่ง มันจัดการทำลายเซลล์แปลกปลอมทิ้งทันที แต่คนที่มีระบบภูมิต้านทานต่ำจากความโศกเศร้า ความโกรธ ความเครียด เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่อาจจัดการกับเซลล์มะเร็ง ดังนั้นเซลล์มะเร็งก็จะเติบโตกลายเป็นก้อนเนื้อประหลาดที่ทำร้ายตัวเราในที่สุด

ซีเกลจึงแนะนำว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิต้านทาน ภายในร่างกายของเราให้ได้ โดยจัดการกับวิธีคิด อย่าท้อแท้ ผิดหวัง อย่าจมอยู่กับความเศร้า ความเครียด หากเราตั้งใจสู้ ตั้งใจมั่นในการอยู่รอด เมื่อใดที่เราทำใจให้สบาย ภูมิต้านทานของเราก็จะกลับมาเอง และสามารถเอาชนะเซลล์มะเร็งได้

มีรายงานจากวอร์ดเด็กที่เป็นมะเร็งของเม็ดเลือดว่า เด็กกลุ่มหนึ่งมีโอกาสเล่นวีดีโอเกมส์เกี่ยวกับการต่อสู้ของทีเซลล์ บีเซลล์กับเซลล์มะเร็ง เด็กที่อยู่ในวอร์ดถ้าลุกได้ก็จะมาเล่นเกมส์กดในขณะที่ต้องให้ยาเคมี ปรากฏว่าเด็กกลุ่มนี้ที่ตั้งใจจะเอาชนะเซลล์มะเร็ง ในจอโทรทัศน์ มีอัตราการหายสูงกว่าเด็กที่ได้รับยาเคมีแต่ไม่ได้เล่นเกมส์

นี่แสดงให้เห็นว่าการมีใจสู้ แม้จะผ่านจอโทรทัศน์โดยอาศัยเกมส์กดก็สามารถปลุก ภูมิต้านทานขึ้นมาเอาชนะโรคมะเร็ง

ดังนั้นจงสร้างกำลังใจขึ้นมาใหม่ สู้กับโรคแล้วคุณนะชนะ

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง